ประเด็นสำคัญ
- Peptides คือโปรตีนขนาดเล็กที่มีผลหลายด้านต่อร่างกาย (pleotropic effects) สามารถกระตุ้นกลไกทางชีวภาพที่หลากหลาย
- มีการใช้ Peptides เพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เพิ่มการเผาผลาญ ลดไขมัน เพิ่มการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ชะลอวัย และเพิ่มพลังชีวิต รวมถึงอารมณ์และแรงขับทางเพศ
- การใช้ Peptides มีความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตของเนื้องอก ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเลือกแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
ในโลกของวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว 'Peptides' กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก Andrew Huberman ได้พาเราไปเจาะลึกถึงประโยชน์ ความเสี่ยง และกลไกการทำงานของ Peptides ชนิดต่างๆ ที่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำบัด
Peptides คืออะไร? และผลกระทบแบบ Pleotropic
Peptides คือโปรตีนขนาดเล็กที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 2-100 ตัวเรียงต่อกันเป็นสายคล้ายลูกปัด แม้จะมีขนาดเล็กแต่ Peptides มีบทบาทสำคัญในร่างกายหลายแสนชนิด ตั้งแต่ฮอร์โมนอย่างอินซูลินและออกซิโทซิน ไปจนถึงสารสื่อประสาทและสารปรับการทำงานของระบบประสาท สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Peptides ส่วนใหญ่มี 'ผลกระทบแบบ Pleotropic' หมายถึง Peptide เพียงชนิดเดียวสามารถส่งผลต่อการทำงานหลายด้านของเซลล์และระบบอวัยวะต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาทั้งในแง่ของประโยชน์และผลข้างเคียง
แหล่งที่มาของ Peptides: ใบสั่งแพทย์, ตลาดเทา, ตลาดมืด
การเข้าถึง Peptides เพื่อการบำบัดมี 3 ช่องทางหลัก:
- การสั่งจ่ายโดยแพทย์: ปลอดภัยที่สุด โดยเฉพาะ Peptides ที่ได้รับการรับรองจาก FDA แล้ว หรือที่แพทย์สั่งจ่ายแบบ Off-label (ใช้นอกเหนือจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับการอนุมัติ) Peptides เหล่านี้มักผลิตโดยบริษัทเภสัชกรรมหรือร้านยาปรุงยา (compounding pharmacy) ที่ผ่านการกำจัดสารพิษ Lipopolysaccharide (LPS) ซึ่งอาจก่อให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน
- ตลาดเทา: สามารถซื้อออนไลน์ได้ แต่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพมักไม่แน่นอน และอาจมี LPS ปนเปื้อน
- ตลาดมืด: ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากส่วนใหญ่มักปนเปื้อน ไม่บริสุทธิ์ หรือไม่ใช่ Peptide ตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาว
Andrew Huberman เน้นย้ำว่าหากคุณสนใจ Peptides ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและจัดหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ที่ผ่านการกำจัด LPS แล้วเท่านั้น
4 หมวดหมู่หลักของ Peptides เพื่อการบำบัด
Peptides ถูกนำมาใช้ใน 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ การฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ, การเผาผลาญและการเจริญเติบโต, การชะลอวัย และการเพิ่มพลังชีวิต (อารมณ์และแรงขับทางเพศ)
Peptides สำหรับการฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
BPC-157 (Body Protection Compound 157)
BPC-157 เป็น Peptide ที่พบตามธรรมชาติในน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร มีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อ เอ็น กระดูก หรือแม้กระทั่งลำไส้ที่เสียหายจากภาวะ IBS หรือลำไส้อักเสบ
- กลไกการทำงาน: BPC-157 ช่วยกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ (angiogenesis) เพิ่มการเคลื่อนย้ายและการเจริญเติบโตของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บได้รับการซ่อมแซมเร็วขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น
- ข้อมูลงานวิจัย: ส่วนใหญ่มาจากสัตว์ทดลอง ซึ่งแสดงผลลัพธ์ที่น่าประทับใจในการซ่อมแซมเส้นประสาท เอ็นร้อยหวาย หรือเอ็นที่ถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในมนุษย์ยังคงจำกัดและเป็นข้อมูลจากประสบการณ์ส่วนตัว (anecdotal data) เป็นส่วนใหญ่
- ข้อควรระวังสำคัญ: ความเสี่ยงต่อเนื้องอก: BPC-157 เพิ่มการแสดงออกของตัวรับ Growth Hormone และ VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) ซึ่งกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดและการเจริญเติบโตของเซลล์ หากมีเนื้องอกอยู่แล้ว การใช้ BPC-157 อาจเร่งการเจริญเติบโตของเนื้องอกนั้นได้ ดังนั้น ผู้ที่มีความกังวลเรื่องเนื้องอกหรือมะเร็งควรหลีกเลี่ยง
Thymosin Beta 4 (TB500)
Thymosin Beta 4 เป็น Peptide ที่ผลิตโดยต่อมไทมัส ซึ่งมีมากในเด็กและลดลงเมื่ออายุมากขึ้น สังเกตได้ว่าเด็กมีการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้เร็วกว่าและมีรอยแผลเป็นน้อยกว่าผู้ใหญ่
- กลไกการทำงาน: TB500 ส่งเสริมการเพิ่มจำนวนของสเต็มเซลล์และการเจริญเติบโตของ Extracellular Matrix (ECM) ซึ่งช่วยในการซ่อมแซมบาดแผลและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
- ข้อมูลงานวิจัย: มีข้อมูลจากสัตว์ทดลองจำนวนมากที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการซ่อมแซมบาดแผล อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในมนุษย์ยังคงเป็นข้อมูลจากประสบการณ์ส่วนตัว
Peptides สำหรับการเผาผลาญและการเจริญเติบโต (Growth Hormone)
Growth Hormone (GH) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญไขมัน การสร้างกล้ามเนื้อ การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และส่งผลต่ออารมณ์และพลังงานในภาพรวม ระดับ GH จะลดลงประมาณ 15% ทุกสิบปีหลังอายุ 30 ปี
- ความเสี่ยงของการใช้ Growth Hormone สังเคราะห์โดยตรง: GH สังเคราะห์สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อโดยไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงเนื้องอกที่มีอยู่แล้ว อาจทำให้เกิดอาการอุโมงค์ข้อมือ (carpal tunnel syndrome) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใบหน้าและร่างกาย (เช่น หน้าผากหนาขึ้น ท้องป่อง) และผิวหนังมีลักษณะผิดปกติ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิด Negative Feedback ที่ยับยั้งการสร้าง GH ตามธรรมชาติของร่างกาย
Peptides ที่กระตุ้นการหลั่ง Growth Hormone (GH Secretagogues)
Peptides เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการหลั่ง GH โดยไม่กระตุ้นโดยตรง ซึ่งช่วยลดผลข้างเคียงบางอย่าง
ประเภทที่ 1: เลียนแบบ Growth Hormone Releasing Hormone (GHRH)
Peptides กลุ่มนี้จะกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่ง GH โดยตรง มักได้รับการทดสอบในมนุษย์อย่างละเอียด และบางตัวได้รับการอนุมัติจาก FDA
- Sermorelin: ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับรักษาภาวะตัวเตี้ย และมีการใช้แบบ Off-label เพื่อเพิ่ม GH และ IGF-1 โดยทั่วไปใช้ 200-400 mcg ก่อนนอน 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ Andrew Huberman พบว่า Sermorelin ช่วยเพิ่ม Deep Sleep แต่ลด REM Sleep จึงหยุดใช้
- Tesamorelin (GHRH): ได้รับการอนุมัติจาก FDA เพื่อลดไขมันในช่องท้องในผู้ป่วย HIV มีฤทธิ์ยาวนานกว่า Sermorelin จึงใช้ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์
- CJC-1295 (with DAC): มีฤทธิ์ยาวนานมาก สามารถใช้เพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม มีรายงานการเสียชีวิตจากการทำงานผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดในระหว่างการทดลองทางคลินิก ทำให้ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
ประเภทที่ 2: เลียนแบบ Ghrelin หรือยับยั้ง Somatostatin
Peptides กลุ่มนี้ทำงานผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับ Ghrelin (ฮอร์โมนความหิว) ซึ่งอาจเพิ่มความหิวและความวิตกกังวล
- Ipamorelin: เพิ่ม GH โดยตรงและยับยั้ง Somatostatin (สารที่ยับยั้ง GH) ทำให้มีการหลั่ง GH มากขึ้น และอาจช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ (เพิ่ม Deep Sleep)
- Hexarelin: เป็นตัวกระตุ้น GH ที่ทรงพลังที่สุด
- ข้อควรระวัง: สามารถเพิ่ม Prolactin ได้มาก (ส่งผลต่อความต้องการทางเพศลดลง, บวมน้ำ, รู้สึกไม่สบาย) และที่สำคัญคืออาจทำให้ตัวรับ GHRH เกิดการไม่ตอบสนอง (desensitization) อย่างถาวร ซึ่งจะทำให้ระบบไม่ตอบสนองต่อ GH ตามธรรมชาติของร่างกายอีกต่อไป
- GHRP-2, -3, -6 และ MK-677 (แบบรับประทาน): สามารถเพิ่ม GH ได้มาก แต่ก็เพิ่ม Prolactin และ Cortisol ได้มากเช่นกัน ระดับ Cortisol ที่สูงผิดปกติ โดยเฉพาะในตอนกลางคืน อาจเป็นปัญหาได้
Andrew Huberman แนะนำให้ใช้ Peptides กลุ่มนี้ก่อนนอน (อย่างน้อย 1.5-2 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร และไม่ควรกินอาหารหลังใช้ 30 นาที) เพื่อเสริมการหลั่ง GH ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในช่วงต้นของการนอนหลับ
ความเสี่ยงโดยรวมของการเพิ่ม Growth Hormone
ไม่ว่าจะใช้ GH โดยตรงหรือใช้ Peptides กระตุ้น GH ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง เนื่องจาก GH และ IGF-1 จะกระตุ้นการเติบโตของเนื้อเยื่อโดยไม่เลือกเป้าหมาย ดังนั้น หากมีเนื้องอกขนาดเล็กอยู่แล้ว การกระตุ้น GH อาจทำให้เนื้องอกเหล่านั้นเติบโตขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ร่วมกับ BPC-157 ที่เพิ่มการสร้างหลอดเลือดในบริเวณเนื้องอกด้วย
Peptides เพื่อการชะลอวัย (Longevity)
Epitalon (Epithalamin)
Epitalon เป็น Peptide สังเคราะห์ที่เลียนแบบ Epithalamin ซึ่งผลิตโดยต่อมไพเนียล (pineal gland) ต่อมนี้ยังผลิตเมลาโทนินและจะเสื่อมลงตามอายุ ทำให้ Epithalamin และเมลาโทนินลดลง ส่งผลให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น
- กลไกการทำงาน: Epitalon มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ปรับความยาวของ Telomeres (ส่วนปลายของโครโมโซมที่เกี่ยวข้องกับอายุขัยของเซลล์) และช่วยปรับจังหวะ Circadian Rhythm ที่ผิดปกติเมื่ออายุมากขึ้น
- ข้อมูลงานวิจัย: ส่วนใหญ่มาจากสัตว์ทดลอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและเพิ่มความยาวของ Telomeres ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่ยืนยันว่า Epitalon สามารถยืดอายุขัยได้โดยตรง
Peptides เพื่อเพิ่มพลังชีวิต: อารมณ์และแรงขับทางเพศ (Vitality: Mood & Libido)
Peptides ที่เกี่ยวข้องกับ Melanocyte Stimulating Hormone (MSH)
ระบบ Melanocortin ในร่างกายจะถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด (โดยเฉพาะรังสี UVB) ทำให้เกิดการหลั่ง Melanocyte Stimulating Hormone (MSH) ซึ่งมีผลต่อการสร้างเม็ดสีผิว (ทำให้ผิวแทน) และกระตุ้นการหลั่งโดปามีน ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ แรงจูงใจ และความต้องการทางเพศ
- Melanotan 1-5: เป็น Peptides สังเคราะห์ที่เลียนแบบ MSH
- Melanotan 1: ไม่ผ่าน Blood-Brain Barrier จึงมีผลเฉพาะการสร้างเม็ดสีผิว
- Melanotan 2, 3, 4, 5: ผ่าน Blood-Brain Barrier ทำให้เกิดผลต่ออารมณ์ ความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น และลดความอยากอาหาร
- PT-141 (Vyleesi): ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับรักษาภาวะความต้องการทางเพศลดลงในสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือน และมีการใช้แบบ Off-label ในผู้ชาย
- ผลข้างเคียง: คลื่นไส้ (เนื่องจากมีตัวรับ MSH ในลำไส้), หน้าแดง, ความดันโลหิตสูง และที่สำคัญคือ ผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนัง (melanoma) ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะอาจกระตุ้นการเจริญเติบโตของมะเร็งได้
Kisspeptin
Kisspeptin เป็น Peptide ที่ผลิตในสมอง มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และเป็นต้นน้ำของกระบวนการหลั่งฮอร์โมนเพศ (Kisspeptin -> GnRH -> LH/FSH -> Testosterone/Estrogen) ซึ่งส่งผลต่อพลังชีวิต ความต้องการทางเพศ และอารมณ์
- การใช้งาน: ใช้รักษาภาวะ Hypothalamic Amenorrhea (การขาดประจำเดือนที่เกิดจากความผิดปกติของไฮโปทาลามัส) และมีการศึกษาเพื่อเพิ่มพลังชีวิตและแรงขับทางเพศ
- ข้อมูลงานวิจัย: แม้จะรู้จักกลไก แต่การใช้ Kisspeptin เพื่อเพิ่มพลังชีวิตและแรงขับทางเพศยังคงเป็น 'สิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้' (wild card) เนื่องจาก Peptides มีผลกระทบแบบ Pleotropic ที่ยังไม่เข้าใจทั้งหมด
ข้อควรระวังทั่วไปในการใช้ Peptide Therapeutics
Andrew Huberman เน้นย้ำว่า แม้ Peptides จะน่าตื่นเต้นและมีศักยภาพในการปรับปรุงสุขภาพ แต่ก็เป็นสารประกอบที่ทรงพลังและมีผลกระทบหลายด้าน ไม่ได้ปลอดภัยหรือไร้ผลข้างเคียงเหมือนที่บางคนเข้าใจผิดว่าแตกต่างจากฮอร์โมนบำบัด
เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสำรวจ Peptide Therapeutics ดังนั้น หากคุณกำลังพิจารณาใช้ Peptides ใดๆ ควรปฏิบัติดังนี้:
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: โดยเฉพาะแพทย์ที่ได้รับการรับรองและมีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับ Peptides
- เลือกแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Peptide บริสุทธิ์และปราศจากสารปนเปื้อน เช่น LPS
- ตรวจเลือดและติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ: เพื่อตรวจสอบระดับฮอร์โมนและเฝ้าระวังการเจริญเติบโตของเนื้องอก
- พิจารณาอายุ: หากอายุน้อยกว่า 30 ปี ร่างกายยังผลิต Growth Hormone ได้ดี อาจไม่จำเป็นต้องเสริม
- ใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุดแต่ได้ผล (Minimal Effective Dose): และไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่หยุดพัก เพื่อป้องกันการไม่ตอบสนองของตัวรับ (receptor desensitization)
เนื้อหาของ Dr. Andrew Huberman มีความละเอียดและซับซ้อนมาก แนะนำให้ดูฉบับเต็มเพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์และใช้ประกอบการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ Peptides ใดๆ
ดูคลิปเต็มด้านบนเพื่อเจาะลึกข้อมูลเพิ่มเติม