ประเด็นสำคัญ
- กัญชามีสารออกฤทธิ์ทางจิตหลายชนิด (THC, CBD, CBN) โดย THC รับผิดชอบหลักต่อผลทางจิต ในขณะที่ CBD มีผลต่อร่างกายมากกว่า แต่ทั้งสองมีปฏิสัมพันธ์กับระบบ Endocannabinoid ในร่างกายอย่างรุนแรง
- การใช้กัญชาในวัยรุ่น (14-25 ปี) มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และจิตเภทในระยะยาว เนื่องจากส่งผลต่อการพัฒนาของสมองส่วน Prefrontal Cortex
- การใช้กัญชาในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสมองของทารก เนื่องจาก THC และ CBD สามารถข้ามผ่านรกและเข้าสู่น้ำนมได้ง่าย
- ผลกระทบของกัญชาต่อบุคคลแตกต่างกันไปอย่างมาก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ปริมาณ ความถี่ในการใช้ และสภาวะทางพันธุกรรมและอารมณ์ของแต่ละบุคคล ทำให้การคาดการณ์ผลลัพธ์เป็นไปได้ยาก
- การสูบหรือสูบไอ (Vaping) กัญชาหรือยาสูบทุกชนิดมีผลเสียร้ายแรงต่อเซลล์หลอดเลือด (Endothelial cells) และระบบทางเดินหายใจ โดยไม่เกี่ยวกับสารออกฤทธิ์โดยตรง
บทนำ: ทำความรู้จักกัญชา สารสำคัญและสายพันธุ์
Andrew Huberman ศาสตราจารย์ด้านประสาทชีววิทยาและจักษุวิทยาจาก Stanford School of Medicine ได้อธิบายถึงกัญชาหรือ Marijuana ว่าเป็นพืชที่มีสารประกอบหลากหลายซึ่งส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสมองและร่างกาย สารที่รู้จักกันดีคือ THC และ CBD รวมถึงสารอื่นๆ อย่าง CBN นอกจากนี้ กัญชายังมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เช่น Sativa, Indica และ Hybrid ซึ่งแต่ละชนิดมีผลต่อร่างกายและจิตใจต่างกัน บทความนี้จะเจาะลึกถึงการทำงาน ประโยชน์ทางการแพทย์ และความเสี่ยงจากการใช้กัญชา โดยเน้นย้ำว่าข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ได้เป็นการส่งเสริมหรือห้ามการใช้กัญชา และผู้ใช้ควรรับทราบกฎหมายท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
สายพันธุ์กัญชา: Sativa, Indica และ Hybrids (Type 1, 2, 3)
พืชกัญชามีสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ Sativa, Indica และ Ruderalis รวมถึงสายพันธุ์ลูกผสม (Hybrids) ที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์
- Sativa: มีลักษณะทางกายภาพสูง ใบยาว มักให้ผลกระตุ้น ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว มีสมาธิ และอาจเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ (Head High) มักใช้เพื่อจัดการความเจ็บปวดและเพื่อความบันเทิง
- Indica: มีลักษณะเตี้ยและแข็งแรงกว่า มักให้ผลผ่อนคลายทั่วร่างกาย (Full-bodied relaxation) ทำให้รู้สึกสงบ ง่วงนอน และช่วยลดความวิตกกังวล มักใช้เพื่อช่วยในการนอนหลับหรือลดความวิตกกังวล (In-da-couch effect)
- Ruderalis: ไม่ค่อยมีการบริโภคมากนักเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือสันทนาการ
นอกจากนี้ ยังมีการจำแนกสายพันธุ์ตามอัตราส่วนของสาร THC ต่อ CBD เป็น 3 ประเภท:
- Type 1: มี THC สูงมากและ CBD น้อยมาก มักให้ผลทางจิตที่รุนแรง
- Type 2: มีอัตราส่วน THC และ CBD ใกล้เคียงกัน
- Type 3: มี CBD สูงมากและ THC น้อยมาก มักให้ผลทางร่างกายมากกว่าทางจิต
การทำความเข้าใจอัตราส่วนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคาดการณ์ผลกระทบของกัญชาแต่ละสายพันธุ์
กลไกการออกฤทธิ์: กัญชาเข้าสู่ร่างกายและทำงานอย่างไร?
สมองและร่างกายของเรามีระบบ Endocannabinoid ซึ่งประกอบด้วยตัวรับ Cannabinoid (CB1 และ CB2) และสาร Endogenous Cannabinoids (เช่น Anandamide และ 2-AG) ที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ สารเหล่านี้ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก การรับรู้ ระบบภูมิคุ้มกัน และความอยากอาหาร
เมื่อเราบริโภคกัญชา (ไม่ว่าจะด้วยการสูบ การกิน หรือวิธีอื่นๆ) สาร THC และ CBD จะเข้าสู่กระแสเลือดและสมองอย่างรวดเร็ว (ภายใน 30 วินาทีถึง 1 นาที) และออกฤทธิ์สูงสุดภายใน 30-60 นาที โดยจะจับกับตัวรับ CB1 และ CB2 ด้วยความแรงที่มากกว่าสาร Endogenous Cannabinoids ของเราหลายพันเท่า ทำให้สารธรรมชาติของเราไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่การพึ่งพากัญชาและการเกิดอาการถอนเมื่อหยุดใช้
- ตัวรับ CB1: พบมากในระบบประสาท โดยเฉพาะในสมอง รับผิดชอบผลกระทบทางจิตส่วนใหญ่ของกัญชา
- ตัวรับ CB2: พบมากในเนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ตับ และอวัยวะเพศ มีบทบาทในผลกระทบทางกายภาพ
เนื่องจาก THC และ CBD เป็นสารที่ละลายในไขมันได้ดี (lipophilic) จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่เซลล์ไขมันทั่วร่างกายและสมองได้ง่าย และยังคงอยู่ในร่างกายได้นานถึง 80 วัน
ผลกระทบหลักของกัญชาต่อสมองและร่างกาย
กัญชาส่งผลต่อสมองและร่างกายในหลายด้าน:
- ความจำ: ลดการทำงานของฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำระยะสั้น
- การเคลื่อนไหว: ยับยั้ง Basal Ganglia และ Cerebellum ทำให้การวางแผนการเคลื่อนไหวและการทรงตัวลดลง ส่งผลให้เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยลง
- อาการทางกาย: ตาแดง ปากแห้ง (ลดการหลั่งน้ำลายและน้ำตา)
- ความอยากอาหาร: เพิ่มความอยากอาหารอย่างรุนแรง (Munchies) โดยกระตุ้น CB1 Receptor ในไฮโปทาลามัส
- การบรรเทาปวด: THC อาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้บางส่วน โดยออกฤทธิ์ที่ CB1 Receptor ในไขสันหลัง
ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่กัญชาสามารถกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาทในส่วนต่างๆ ของสมองและร่างกาย
กัญชากับความคิดสร้างสรรค์: ความจริงหรือแค่ความรู้สึก?
หลายคนเชื่อว่ากัญชาช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ในทางวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับการคิดแบบ Convergent (การรวบรวมและสังเคราะห์ความคิด) และ Divergent (การระดมสมอง การสำรวจแนวคิดที่หลากหลาย)
งานวิจัยพบว่ากัญชาอาจเพิ่มระดับโดปามีนในสมอง ซึ่งส่งเสริมการคิดแบบ Divergent อย่างไรก็ตาม การศึกษาของ Emily LaFrance ชี้ว่า กัญชาไม่ได้เพิ่มความสามารถในการสร้างสรรค์โดยตรง แต่ผู้ใช้กัญชามักจะมีบุคลิกที่เปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ๆ และมีความวิตกกังวลน้อยลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการคิดแบบ Divergent และ Convergent ดังนั้น กัญชาอาจช่วยให้บางคนรู้สึกสร้างสรรค์ขึ้นได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและการลดความวิตกกังวล ไม่ใช่การกระตุ้นวงจรสมองแห่งการสร้างสรรค์โดยตรง
ผลกระทบต่อรูปแบบการพูด
การใช้กัญชาเป็นประจำ (เรื้อรัง) คือตั้งแต่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีผลต่อรูปแบบการพูดอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ใช้กัญชามักจะพูดช้าลง มีน้ำเสียงราบเรียบ ขาดการเน้นคำ และลดความพยายามในการออกเสียง (Reduced Spectral Tilt) ซึ่งเป็นผลมาจากการที่กัญชามีผลต่อวงจรการเคลื่อนไหวในสมอง เช่น Basal Ganglia และ Cerebellum ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของปากและมือ ซึ่งเชื่อมโยงกับการพูด
กัญชา ความต้องการทางเพศ และผลต่อฮอร์โมน
กัญชามีผลกระทบที่ซับซ้อนต่อความต้องการทางเพศและฮอร์โมนในร่างกาย
- ความต้องการทางเพศ: งานวิจัยพบว่ากัญชามีผลต่อความต้องการทางเพศแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล สำหรับบางคน กัญชาช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศโดยไม่เพิ่มระดับโปรแลคติน (ฮอร์โมนที่ยับยั้งโดปามีน) แต่สำหรับบางคน กัญชาทำให้ระดับโปรแลคตินสูงขึ้น ซึ่งยับยั้งโดปามีนและลดความต้องการทางเพศ
- โปรแลคติน: การสูบกัญชาจะเพิ่มระดับโปรแลคตินในทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โปรแลคตินที่สูงขึ้นจะไปยับยั้งโดปามีน ซึ่งส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลง
- เทสโทสเตอโรนและเอสโตรเจน: การสูบกัญชาอย่างเรื้อรัง (>2 ครั้ง/สัปดาห์) อาจลดระดับเทสโทสเตอโรนและเพิ่มเอนไซม์ Aromatase ซึ่งเปลี่ยนเทสโทสเตอโรนเป็นเอสโตรเจน สิ่งนี้อาจนำไปสู่ภาวะ Gynecomastia (เต้านมโตในผู้ชาย) และเพิ่มขนาดเต้านมในผู้หญิง
- ฮอร์โมนอื่นๆ: THC ยับยั้ง GnRH (Gonadotropin-Releasing Hormone) จากสมอง ซึ่งส่งผลให้ LH (Luteinizing Hormone) และ FSH (Follicle-Stimulating Hormone) ลดลง ทำให้ลดการผลิตเทสโทสเตอโรนและสเปิร์มในเพศชาย และส่งผลต่อสุขภาพไข่ การตกไข่ และการทำงานของประจำเดือนในเพศหญิง
อันตรายจากการสูบหรือสูบไอ (Vaping) กัญชา
ไม่ว่าจะเป็นยาสูบหรือกัญชา การสูบหรือสูบไอ (Vaping) มีผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพปอดและเซลล์หลอดเลือด (Endothelial cells) ในสมองและร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนำไปสู่ความสามารถในการรับรู้ที่ลดลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง และปัญหาทางเพศเนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะเพศไม่เพียงพอ ผลเสียเหล่านี้เกิดขึ้นจากกระบวนการสูบหรือสูบไอเอง ไม่ใช่แค่สารที่บริโภคเข้าไป
คำเตือนร้ายแรง: ผลกระทบต่อพัฒนาการสมองในวัยเด็ก วัยรุ่น และหญิงตั้งครรภ์
ตัวรับ Cannabinoid (CB1 และ CB2) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาสมองตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงวัยรุ่น สาร Endogenous Cannabinoids ของร่างกายมีระดับสูงมากในทารกในครรภ์ และจำเป็นต่อการสร้างวงจรประสาททั้งหมด
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร: ข้อมูลล่าสุดพบว่า 15% ของหญิงตั้งครรภ์ในสหรัฐอเมริการายงานการใช้กัญชา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เนื่องจาก THC และ CBD สามารถข้ามผ่านรกและเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ง่าย และจะไปแย่งจับกับตัวรับ CB1 ที่สำคัญต่อการพัฒนาสมองของทารกอย่างยิ่ง Andrew Huberman เน้นย้ำอย่างแข็งขันว่าไม่ควรใช้กัญชาหรือสารประกอบใดๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง CBD ทั้งแบบสูบหรือแบบกิน ในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร
- วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น (14-25 ปี): สมองยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุประมาณ 25 ปี โดยเฉพาะส่วน Prefrontal Cortex ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การควบคุมอารมณ์ และการทำงานของผู้บริหาร (Executive Function) การใช้กัญชาในช่วงวัยนี้จะเร่งให้เกิดการบางลงของ Gray Matter ในสมองส่วน Prefrontal Cortex ในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อกระบวนการรับรู้และพัฒนาการทางสมองปกติ
ความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต: วิตกกังวล ซึมเศร้า และจิตเภท
งานวิจัยจากวารสาร Lancet Psychiatry (2022) ซึ่งทบทวนการศึกษามากกว่า 4,000 ชิ้น ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการใช้กัญชาเรื้อรังและการเกิดปัญหาสุขภาพจิต:
- วิตกกังวลและซึมเศร้า: ผู้ใช้กัญชาเรื้อรัง (มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์) มีแนวโน้มที่จะมีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าในตอนแรกอาจรู้สึกผ่อนคลาย แต่เมื่อใช้ต่อเนื่อง ประสิทธิภาพในการลดความวิตกกังวลจะลดลง และอาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ในที่สุด การใช้กัญชาทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรังเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า
- จิตเภท: การใช้กัญชา โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น (14-25 ปี) เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคจิตเภท (Psychosis) เช่น โรคจิตเภทหรือภาวะคล้ายไบโพลาร์ถึงสี่เท่า โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมอยู่แล้ว ยิ่งความเข้มข้นของ THC สูงเท่าไร ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
Huberman เน้นย้ำว่า แม้กัญชาจะมีประโยชน์ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วบางประการ เช่น การลดอาการปวดและคลื่นไส้จากการทำเคมีบำบัด หรือการลดความดันลูกตาในผู้ป่วยต้อหิน แต่ข้อควรระวังและผลกระทบด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสมองที่กำลังพัฒนา เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การรับรู้ที่ว่ากัญชาปลอดภัยเพราะเป็นพืชธรรมชาติ หรือไม่แย่เท่าแอลกอฮอล์นั้น เป็นข้อโต้แย้งที่ไม่ถูกต้องทางชีววิทยา
เนื้อหาของ Dr. Andrew Huberman มีความละเอียดและอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ หากคุณต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม หรือสนใจในรายละเอียดของงานวิจัยแต่ละชิ้น แนะนำให้ดูคลิปเต็มฉบับภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ดูคลิปเต็มด้านบน หรือสำรวจบทความเชิงลึกอื่น ๆ เกี่ยวกับประสาทวิทยาและสุขภาพจิตจาก Huberman Lab ได้ที่นี่