ไขรหัสสุขภาพผู้หญิง: การออกกำลังกาย โภชนาการ และฮอร์โมนตามช่วงวัย โดย Dr. Stacy Sims

วันนี้เรามาสรุปคลิปสุดเข้มข้นจากช่อง Andrew Huberman ที่ได้เชิญ Dr. Stacy Sims ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายและโภชนาการสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ มาพูดคุยถึงสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย โภชนาการ และการทำงานของฮอร์โมน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและชีวิตที่ยืนยาว

ดูวิดีโอต้นฉบับบน YouTube

สารบัญวิดีโอ

ประเด็นสำคัญ

  • ผู้หญิงมีใยกล้ามเนื้อแบบ Oxidative มากกว่า ทำให้เผาผลาญไขมันได้ดีกว่าผู้ชายโดยธรรมชาติ การอดอาหาร (Intermittent Fasting) หรือการออกกำลังกายขณะท้องว่างจึงไม่เหมาะกับผู้หญิงส่วนใหญ่ เพราะเพิ่มความเครียด (Cortisol) และรบกวนการทำงานของฮอร์โมน
  • ควรรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเล็กน้อยก่อนออกกำลังกาย เพื่อกระตุ้นสมองและลด Cortisol หลังออกกำลังกาย ควรได้รับโปรตีน 35-60 กรัม (ตามวัย) ภายใน 45-60 นาที และคาร์โบไฮเดรต 0.3 กรัม/กิโลกรัม ภายใน 2 ชั่วโมง เพื่อการฟื้นตัวที่ดี
  • การฝึกเวทเทรนนิ่งควรเน้นความหนักสำหรับผู้หญิงวัย 40+ เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง ซึ่งสำคัญต่ออายุยืนยาวและลดความเสี่ยงโรคทางระบบประสาท ในขณะที่ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 40 ปี สามารถเน้นการฝึกจนหมดแรง (to failure) เพื่อเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อได้
  • การฝึกแบบ High-Intensity Interval Training (HIIT) และ Sprint Interval Training (SIT) อย่างแท้จริง (ไม่ใช่แค่เหงื่อออกเยอะ) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกวัย โดยเฉพาะวัย 40+ เพื่อกระตุ้นการสร้างแลคเตท ลดการอักเสบ และปรับปรุงการเผาผลาญในระดับเซลล์
  • การแช่น้ำเย็น (Cold Exposure) เหมาะสำหรับผู้หญิงที่อุณหภูมิประมาณ 16°C (55-56°F) เพื่อกระตุ้นโดพามีน ส่วนการเข้าซาวน่า (Heat Exposure) หลังการฝึกเวทเทรนนิ่ง 30 นาที สามารถช่วยเพิ่มปริมาตรเลือดและกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมรรถภาพทางกาย

Dr. Stacy Sims ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายและโภชนาการสำหรับผู้หญิง ได้มาให้ความรู้ที่สำคัญและแตกต่างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในหลายๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร การออกกำลังกาย โภชนาการ ฮอร์โมน และการใช้ชีวิต เพื่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว

การอดอาหารเป็นช่วง (Intermittent Fasting) และการออกกำลังกายขณะท้องว่าง (Fasted Training)

ผู้หญิงมีใยกล้ามเนื้อแบบ Oxidative (Type I) มากกว่าผู้ชาย ซึ่งทำให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นในการเผาผลาญ (Metabolic Flexibility) สูงอยู่แล้ว การอดอาหารแบบ Intermittent Fasting (อด 20 ชั่วโมง) จึงมักเป็นผลเสียต่อผู้หญิงที่แอคทีฟ เพราะจะเพิ่มระดับฮอร์โมน Cortisol (ฮอร์โมนความเครียด) และรบกวนการทำงานของ Kisspeptin Neurons ในสมอง ซึ่งส่งผลต่อไทรอยด์และฮอร์โมน Luteinizing Hormone (LH) ทำให้เกิดความผิดปกติได้

การออกกำลังกายขณะท้องว่างก็ส่งผลเสียเช่นกัน เนื่องจากร่างกายจะอยู่ในภาวะเครียดสูง และผู้หญิงจะไม่สามารถออกกำลังกายได้หนักพอที่จะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน Growth Hormone และ Testosterone ซึ่งจะช่วยลด Cortisol หลังการออกกำลังกาย การดื่มคาเฟอีนขณะท้องว่างก่อนออกกำลังกายยิ่งทำให้ปัญหานี้แย่ลง โดยเฉพาะในผู้หญิงวัย 40+ ที่มีระดับ Cortisol พื้นฐานสูงขึ้นอยู่แล้ว

โภชนาการก่อนและหลังออกกำลังกาย

ก่อนออกกำลังกาย: ผู้หญิงควรได้รับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเล็กน้อย เช่น โปรตีน 15 กรัมสำหรับเวทเทรนนิ่ง หรือคาร์โบไฮเดรต 30 กรัมสำหรับคาร์ดิโอไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพื่อส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่ามีพลังงานเข้ามา ซึ่งจะช่วยลด Cortisol และเตรียมพร้อมสำหรับการออกกำลังกาย

หลังออกกำลังกาย: เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับผู้หญิงในการหยุดภาวะสลายตัวของกล้ามเนื้อ (Catabolic State) โดยผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ควรกินโปรตีนคุณภาพสูงประมาณ 35 กรัมภายใน 45 นาที ส่วนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (Perimenopausal) หรือสูงวัยขึ้น ควรกินโปรตีน 40-60 กรัมภายใน 45-60 นาที เนื่องจากร่างกายดื้อต่อการสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้น และควรตามด้วยคาร์โบไฮเดรตประมาณ 0.3 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ภายใน 2 ชั่วโมง

การฝึกเวทเทรนนิ่งตามช่วงวัย

  • วัย 20-30 ปี: เน้นการเคลื่อนไหวแบบ Full Body และ Compound Movements (ท่าที่ใช้หลายข้อต่อ) 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 45-60 นาที ฝึกจนหมดแรง (to failure) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและขนาดกล้ามเนื้อ อาจเสริมด้วย HIIT 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
  • วัย 30 ปี: เน้น Compound Movements และฝึกด้วยน้ำหนักที่หนักขึ้น มีการแบ่ง Block การฝึก (Periodization) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรง
  • วัย 40+ ปี (Perimenopause เป็นต้นไป): การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลต่อความแข็งแรงและพละกำลัง จึงควรเน้นการฝึกด้วยน้ำหนักที่ หนักมาก โดยเหลือแรงไว้ 2-3 ครั้ง (2-3 reps in reserve) ไม่จำเป็นต้องฝึกจนหมดแรงทุกครั้ง การเน้นความแข็งแรงนี้สำคัญต่อการมีอายุยืนยาว การทรงตัว และลดความเสี่ยงโรคทางระบบประสาท นอกจากนี้ยังพบว่าผู้หญิงวัยนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อนได้ง่ายขึ้น (เช่น Frozen Shoulder หรือ Plantar Fascia)

การฝึกแบบ Polarized Training และคาร์ดิโอ

Dr. Sims ไม่แนะนำการฝึกคาร์ดิโอความเข้มข้นปานกลาง (Moderate Intensity) เช่น คลาส Orange Theory, F45, SoulCycle หรือการวิ่งเหยาะๆ นานๆ เพราะจะเพิ่ม Cortisol โดยไม่กระตุ้นการตอบสนองของฮอร์โมนที่จำเป็น การฝึกที่เหมาะสมควรเป็นแบบ Polarized Training คือการสลับระหว่างการออกกำลังกายความเข้มข้นต่ำมาก (เช่น การเดินเพื่อฟื้นตัว) กับการออกกำลังกายความเข้มข้นสูงมาก (True High-Intensity)

High-Intensity Training (HIIT) ที่แท้จริง: ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายให้เหงื่อออกเยอะๆ แต่เป็นการทำงานหนัก 1-4 นาที ที่ 80% ของความพยายามสูงสุด หรือการ Sprint แบบเต็มที่ 30 วินาที หรือน้อยกว่า โดยมีการพักที่เพียงพอ 2-3 นาที เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เต็มที่ก่อนจะทำซ้ำ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างแลคเตท ลดการอักเสบ และปรับปรุงการเผาผลาญในระดับเซลล์

ผลกระทบของรอบเดือนต่อการฝึกและโภชนาการ

การติดตามรอบเดือนของตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ผู้หญิงแต่ละคนมีรูปแบบการตอบสนองที่แตกต่างกัน

  • ช่วงฮอร์โมนต่ำ (Low Hormone Phase): ตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนจนถึงช่วงตกไข่ ร่างกายจะมีความสามารถในการรับมือกับความเครียดทางกายและจิตใจได้ดีกว่า เหมาะสำหรับการฝึกที่หนัก การสร้างสถิติใหม่
  • ช่วงฮอร์โมนสูง (Luteal Phase): หลังการตกไข่จนถึงก่อนมีประจำเดือน ร่างกายจะอยู่ในภาวะอักเสบได้ง่ายขึ้น การเข้าถึงคาร์โบไฮเดรตลดลง และระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานสูงขึ้น ควรเพิ่มปริมาณโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเพื่อชดเชย โดยเฉพาะในวันที่รู้สึกว่าร่างกายพร้อมที่จะฝึกหนัก

Dr. Sims ย้ำว่าความเชื่อที่ว่าการฝึกหนักจะรบกวนรอบเดือนนั้นไม่จริง ส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหารไม่เพียงพอต่อความเครียดจากการออกกำลังกาย

ยาคุมกำเนิดและผลต่อร่างกาย

ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด (Oral Contraceptives) จะลดการทำงานของรังไข่ ทำให้ไม่มีการตกไข่และโปรไฟล์ฮอร์โมนแตกต่างจากการมีรอบเดือนตามธรรมชาติ ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนว่าส่งผลต่อการปรับตัวจากการฝึกอย่างไร แต่พบว่ายาคุมกำเนิดบางชนิดอาจเพิ่มการอักเสบ และมีงานวิจัยล่าสุดที่ชี้ให้เห็นว่ายาคุมกำเนิดอาจส่งผลต่อ Amygdala ในสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจจับภัยคุกคาม และอาจทำให้ผู้หญิงมีความกลัวมากขึ้นและไม่กล้าเสี่ยง

การบำบัดด้วยความเย็น (Cold Exposure) และความร้อน (Heat Exposure)

Cold Exposure: สำหรับผู้หญิง อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมคือประมาณ 16°C (55-56°F) ซึ่งเย็นพอที่จะกระตุ้นการหลั่งโดพามีนและประโยชน์อื่นๆ ของการแช่น้ำเย็น โดยไม่ทำให้เกิดภาวะหดตัวและเครียดที่รุนแรงเกินไป

Heat Exposure (ซาวน่า): Dr. Sims แนะนำซาวน่าแบบดั้งเดิม (Finnish Sauna) ที่อุณหภูมิ 185-210°F (60-80°C) หลังการฝึกเวทเทรนนิ่งประมาณ 30 นาที สามารถช่วยเพิ่มปริมาตรเลือดและกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมรรถภาพทางกาย นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การแสดงออกของ Heat Shock Proteins และลดอาการร้อนวูบวาบในวัยหมดประจำเดือน

อาหารเสริมที่แนะนำสำหรับผู้หญิง

  • Creatine: 3-5 กรัมต่อวัน (Creatine Monohydrate คุณภาพสูง) มีประโยชน์ต่อสมอง อารมณ์ และสุขภาพลำไส้ อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการกักเก็บน้ำในกล้ามเนื้อ (ไม่ใช่บวมน้ำ) และไม่มีหลักฐานว่าทำให้ผมร่วง
  • Vitamin D3: 2,000-5,000 IU ต่อวัน ขึ้นอยู่กับการได้รับแสงแดด สำคัญต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อ สมอง และการดูดซึมธาตุเหล็ก
  • Protein Powder: โปรตีนคุณภาพสูง เพื่อให้ได้รับโปรตีนเพียงพอต่อวัน (ประมาณ 1.0-1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ หรือ 2-2.3 กรัมต่อกิโลกรัม)
  • Adaptogens: เช่น Ashwagandha (ควรมีการพักการใช้), Holy Basil, Shandra (ช่วยเรื่องสมาธิและพลังงาน) และเห็ดสมุนไพร เช่น Lion's Mane, Reishi ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและลดความเครียด ควรเลือกใช้ตามอาการและช่วงเวลาที่เหมาะสม

การออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์

ร่างกายจะปรับตัวเพื่อป้องกันทารกในครรภ์ โดยลดความสามารถในการออกกำลังกายแบบ Anaerobic ลง แต่ปริมาตรเลือดจะเพิ่มขึ้น ทำให้การออกกำลังกายแบบ Endurance ยังทำได้ดี คำแนะนำทั่วไปคือให้ออกกำลังกายอย่างแอคทีฟเท่าที่ทำได้โดยไม่เกิดการบาดเจ็บ เน้นการรักษาสมรรถภาพ ไม่ใช่การเพิ่มสมรรถภาพ ควรหลีกเลี่ยงการแช่น้ำเย็นจัดในช่วง 12-20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ แต่ Hot Yoga (อุณหภูมิไม่สูงเกินไป) อาจมีประโยชน์ในการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังรก

การฝึกเพื่อสุขภาพและอายุยืนยาว

  • ผู้หญิงวัย 50+ ปี: เน้นการฝึก Jump Training (กระโดด) 10 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งสำคัญมากเนื่องจากผู้หญิงจะสูญเสียมวลกระดูกถึง 1 ใน 3 ในช่วงวัยหมดประจำเดือน นอกจากนี้ยังควรเน้นการฝึกเวทเทรนนิ่งที่หนัก และ Sprint Interval Training พร้อมกับการบริโภคโปรตีนให้เพียงพอ
  • ผู้หญิงวัย 20-40 ปี: ควรหาการออกกำลังกายที่สนุกและหลากหลาย เน้นเวทเทรนนิ่ง และการออกกำลังกายความเข้มข้นสูงเพื่อกระตุ้นการสร้างแลคเตท ซึ่งสำคัญต่อสุขภาพสมองและลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในอนาคต

โภชนาการครบวงจรและจุลินทรีย์ในลำไส้

นอกเหนือจากโปรตีนที่เพียงพอแล้ว ผู้หญิงควรบริโภคผัก ผลไม้ และไฟเบอร์ให้หลากหลาย เพื่อสนับสนุนจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ดี (Gut Microbiome) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปรับสมดุลฮอร์โมน แหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดี ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ข้าว ขนมปังซาวเวอร์โด มันหวาน คีนัว และควรเน้นไขมันดีจากพืช เช่น อะโวคาโด ถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันมะกอก โดยใช้หลัก 80/20 คือ 80% กินอาหารที่มีประโยชน์ และ 20% ให้รางวัลตัวเองบ้าง

บทสรุป: ฟังเสียงร่างกายตัวเอง

Dr. Stacy Sims ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดที่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ผู้หญิงทุกคนเข้าใจและฟังเสียงร่างกายของตัวเอง ท่ามกลางข้อมูลและแรงกดดันทางสังคมที่มากมาย การเข้าใจวัฏจักรของฮอร์โมน รอบเดือน และการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแต่ละช่วงวัย จะช่วยให้สามารถเลือกและปรับใช้โปรโตคอลการออกกำลังกายและโภชนาการที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างแท้จริง เพื่อสุขภาพที่ดีและชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพในระยะยาว

เนื้อหาของ Dr. Stacy Sims และ Dr. Andrew Huberman มีความละเอียดและลึกซึ้งมาก การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะช่วยให้คุณสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

ดูคลิปเต็มด้านบนเพื่อข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม และอย่าลืมกดติดตามช่อง Andrew Huberman สำหรับเนื้อหาดีๆ แบบนี้!