ถอดรหัสแสงและความมืดเพื่อสุขภาพจิตที่ดี และนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกัน

วันนี้เรามาสรุปคลิปจากช่อง Andrew Huberman ในซีรีส์ Journal Club ครั้งที่สอง ที่ได้ร่วมพูดคุยกับ Dr. Peter Attia ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Healthspan และ Lifespan ซึ่งทั้งสองได้นำเสนอผลงานวิจัยที่น่าสนใจและนำไปปรับใช้ได้จริงถึงสองหัวข้อหลัก ได้แก่ ผลกระทบของแสงและความมืดต่อสุขภาพจิต และความก้าวหน้าล่าสุดในการรักษาโรคมะเร็งด้วยระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่สนใจการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวม

ดูวิดีโอต้นฉบับบน YouTube

สารบัญวิดีโอ

ประเด็นสำคัญ

  • การรับแสงแดดยามเช้าและแสงสว่างจ้าในเวลากลางวัน รวมถึงการอยู่ในความมืดสนิทในเวลากลางคืน มีผลดีอย่างอิสระและเสริมกันต่อสุขภาพจิต
  • รูปแบบการรับแสงที่ไม่เหมาะสม (กลางวันแสงน้อย กลางคืนแสงมาก) สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้าสองขั้ว โรค PTSD การทำร้ายตัวเอง และโรคจิตเภท
  • ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์สามารถจดจำและต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ แต่เซลล์มะเร็งมีกลไกซับซ้อนในการหลบเลี่ยงการตรวจจับ
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด โดยเฉพาะยาในกลุ่ม Checkpoint Inhibitors (เช่น anti-CTLA4 และ anti-PD1) เป็นความก้าวหน้าสำคัญที่ช่วย 'ปลดปล่อย' ระบบภูมิคุ้มกันให้โจมตีมะเร็งได้ดีขึ้น
  • มะเร็งผิวหนังเมลาโนมาเป็นมะเร็งที่มีการกลายพันธุ์สูง ทำให้เป็นเป้าหมายที่ดีสำหรับภูมิคุ้มกันบำบัด และการรักษามีผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองได้

ส่วนที่ 1: แสงและความมืดกับสุขภาพจิต (โดย Andrew Huberman)

Andrew Huberman ได้นำเสนอผลงานวิจัยที่น่าสนใจจาก Nature Mental Health ที่ศึกษาผลกระทบของแสงและความมืดต่อสุขภาพจิตในกลุ่มตัวอย่างกว่า 85,000 คน ซึ่งยืนยันว่าการรับแสงในเวลาที่เหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ

กลไกทางชีวภาพของแสง

ในเรตินา (จอประสาทตา) ของเรามีเซลล์พิเศษที่เรียกว่าเซลล์แกงเกลียนเรตินาที่ไวต่อแสงภายใน (intrinsically photosensitive retinal ganglion cells หรือ melanopsin RGCs) เซลล์เหล่านี้ตอบสนองต่อแสงสองประเภทหลักๆ และส่งข้อมูลไปยังนาฬิกาชีวภาพหลักในสมอง (suprachiasmatic nucleus) ซึ่งควบคุมจังหวะเซอร์คาเดียน (circadian rhythm) นอกจากนี้ เซลล์เหล่านี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับบริเวณสมองที่ควบคุมอารมณ์ เช่น habenula ซึ่งส่งผลต่อการหลั่งโดพามีนและเซโรโทนิน ทำให้แสงมีอิทธิพลโดยตรงต่ออารมณ์และภาวะทางจิตใจ

ระดับความเข้มแสงที่แนะนำ

  • แสงแดดยามเที่ยง (กลางแจ้ง): มากกว่า 100,000 ลักซ์ (Lux)
  • แสงในอาคารที่สว่างที่สุด: ประมาณ 4,000-6,000 ลักซ์
  • วันที่มีเมฆมาก (กลางแจ้ง): เฉลี่ย 8,000-100,000 ลักซ์ (แม้จะดูไม่สว่างเท่าวันแดดจ้า)
  • แสงจันทร์/แสงเทียน: เพียง 3-50 ลักซ์
  • แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ (สว่างสุด): 500-1,000 ลักซ์

สิ่งสำคัญคือนาฬิกาชีวภาพของเราจะ 'รวม' โฟตอน (photon summing system) จากแสงที่ได้รับ ไม่ใช่แค่รับรู้แสงในชั่วขณะเดียว ดังนั้นการรับแสงอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญ

คำแนะนำในการรับแสงเพื่อสุขภาพจิตที่ดี: 4 หลักการสำคัญ

  1. รับแสงแดดยามเช้า: มองไปยังทิศทางที่พระอาทิตย์ขึ้น (ไม่ต้องจ้องดวงอาทิตย์โดยตรง) เป็นเวลา 10-15 นาที เพื่อ 'ปรับนาฬิกาชีวภาพ' ให้ทำงานเร็วขึ้น ทำให้รู้สึกง่วงเร็วขึ้นและตื่นเช้าขึ้นในวันถัดไป
  2. รับแสงสว่างจ้าตลอดวัน: พยายามให้ดวงตาได้รับแสงธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างปลอดภัยตลอดวัน โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน การสวมแว่นกันแดดควรหลีกเลี่ยงในช่วงเช้าและเย็น แต่สามารถทำได้ในช่วงกลางวันเมื่อแสงแรงจัด
  3. รับแสงแดดยามเย็น: มองไปยังทิศทางที่พระอาทิตย์ตกดิน เพื่อ 'ชะลอ' นาฬิกาชีวภาพเล็กน้อย ช่วยให้รักษาสมดุลของการนอนหลับและการตื่น
  4. ลดการรับแสงในเวลากลางคืน: การอยู่ในความมืดสนิทในเวลากลางคืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิต แม้จะไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอในเวลากลางวัน การลดแสงสีฟ้าจากหน้าจอและใช้ไฟสลัวๆ สีแดงจะช่วยได้มาก

ผลการศึกษาที่น่าตกใจ

งานวิจัยพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างรูปแบบการรับแสงที่ไม่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพจิตต่างๆ:

  • ภาวะซึมเศร้า: การได้รับแสงในเวลากลางคืนมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงของอาการซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญ
  • โรคซึมเศร้าสองขั้ว: ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสองขั้วมีอาการแย่ลงอย่างมากเมื่อได้รับแสงในเวลากลางคืน
  • การทำร้ายตัวเองและโรคจิตเภท: การได้รับแสงในเวลากลางคืนมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงของการทำร้ายตัวเองและอาการทางจิตเภท ในทางกลับกัน การได้รับแสงแดดในเวลากลางวันเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้
  • ICU Psychosis: ผู้ป่วยในห้อง ICU มักมีอาการทางจิตเนื่องจากสภาพแสงที่ไม่เหมาะสม (แสงจ้าตลอดเวลา) ซึ่งจะหายไปเมื่อกลับบ้าน

Andrew Huberman แนะนำว่าความมืดในเวลากลางคืน 8 ชั่วโมง ควรถูกมองว่าเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสองขั้ว

ส่วนที่ 2: นวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกัน (โดย Dr. Peter Attia)

Dr. Peter Attia ได้นำเสนอผลงานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) สำหรับโรคมะเร็ง โดยเน้นที่กลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและวิธีที่ยาใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการต่อสู้กับมะเร็ง

ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไร

ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์มีหน้าที่ที่ซับซ้อนในการตรวจจับและกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย โดยไม่ทำลายเซลล์ของตัวเอง เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cells) ซึ่งเป็นเซลล์เพชฌฆาต จะจดจำแอนติเจน (antigen) หรือชิ้นส่วนโปรตีนแปลกปลอมที่เซลล์นำเสนอผ่านตัวรับ MHC (Major Histocompatibility Complex) กลไกนี้ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับไวรัสและแบคทีเรียส่วนใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มะเร็งหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้อย่างไร

แม้ว่าเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ (กว่า 80% ของมะเร็งอวัยวะแข็ง) จะมีแอนติเจนที่ระบบภูมิคุ้มกันสามารถจดจำได้ แต่มะเร็งก็มีกลไกอันชาญฉลาดในการหลบเลี่ยงการถูกทำลาย:

  • Warburg Effect: เซลล์มะเร็งมักจะใช้กระบวนการไกลโคไลซิส (glycolysis) อย่างเข้มข้น ทำให้เกิดกรดแลคติกและลดค่า pH ในสภาพแวดล้อมรอบๆ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน
  • การหลั่งสารยับยั้ง: เซลล์มะเร็งสามารถหลั่งสารต่างๆ เช่น IL-10 และ TGF-beta เพื่อยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • Checkpoint Inhibitors: ระบบภูมิคุ้มกันมีกลไก 'เบรก' หรือ Checkpoint (เช่น CTLA4 และ PD1) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง แต่มะเร็งกลับใช้กลไกนี้เพื่อ 'ปิด' การตอบสนองของทีเซลล์

ความก้าวหน้าของภูมิคุ้มกันบำบัด

ภูมิคุ้มกันบำบัดยุคใหม่มุ่งเน้นไปที่การ 'ปลดล็อก' ระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะยาในกลุ่ม Checkpoint Inhibitors ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 2018

  • Ipilimumab (Anti-CTLA4): เป็นยาตัวแรกในกลุ่มนี้ที่ได้รับการอนุมัติ โดยมีเป้าหมายคือการยับยั้งตัวรับ CTLA4 บนทีเซลล์ ซึ่งทำหน้าที่เป็น 'เบรก' ของระบบภูมิคุ้มกัน การยับยั้ง CTLA4 จะช่วยให้ทีเซลล์สามารถทำงานและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • Pembrolizumab (Anti-PD1): ยาอีกตัวหนึ่งที่ทำงานคล้ายกันโดยยับยั้งตัวรับ PD1 ซึ่งเป็น Checkpoint อีกตัว

การศึกษาสำคัญ: Ipilimumab สำหรับมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

งานวิจัยสำคัญที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ได้ศึกษาประสิทธิภาพของ Ipilimumab ในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (metastatic melanoma) ระยะแพร่กระจาย ซึ่งเป็นมะเร็งที่มีการกลายพันธุ์สูงและยากต่อการรักษา

  • ผลลัพธ์: ยา Ipilimumab สามารถยืดอายุขัยเฉลี่ยของผู้ป่วยได้ 4 เดือน (จาก 6.4 เดือน เป็น 10 เดือน) และที่สำคัญคือมีผู้ป่วยบางรายมีชีวิตรอดเกิน 50 เดือน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
  • ข้อสังเกต: ยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพน้อยกว่าในผู้หญิงเมื่อเทียบกับผู้ชาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหรือปริมาณยาที่ได้รับ
  • ผลข้างเคียง: ผลข้างเคียงที่สำคัญคือภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmunity) เช่น อาการทางระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้อักเสบ) และผิวหนัง ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป

แม้ว่าภูมิคุ้มกันบำบัดจะยังไม่ใช่วิธีการรักษาที่ 'หายขาด' สำหรับมะเร็งอวัยวะแข็งส่วนใหญ่ แต่อัตราการรอดชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจายเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากภูมิคุ้มกันบำบัด นี่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาลของแนวทางการรักษาแบบนี้

อนาคตของภูมิคุ้มกันบำบัดและการป้องกันมะเร็ง

เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนากลยุทธ์ในการออกแบบทีเซลล์ให้จดจำแอนติเจนของมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มจำนวนทีเซลล์ที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับมะเร็ง โดยเฉพาะการใช้เซลล์ที่แทรกซึมอยู่ในเนื้องอก (Tumor Infiltrating Lymphocytes หรือ TILs) นอกจากนี้ การรักษาสุขภาพภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงเมื่ออายุมากขึ้นก็เป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับการป้องกันมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการถูกแดดเผา (sunburn) โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก ควรใช้ครีมกันแดดชนิด Physical Barrier หรือสวมเสื้อผ้าป้องกันแสงแดด และระมัดระวังประวัติครอบครัวที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม

เนื้อหาของ Dr. Andrew Huberman และ Dr. Peter Attia มีความละเอียดสูงและอัดแน่นไปด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แนะนำให้ดูฉบับเต็มเพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์และลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ดูคลิปเต็มด้านบนเพื่อเจาะลึกข้อมูล หรืออ่านบทความเชิงลึกอื่น ๆ ต่อไปเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ!