ประเด็นสำคัญ
- ยาที่มีอยู่แล้วกว่า 4,000 ชนิด อาจมีศักยภาพในการรักษาโรคอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ เนื่องจากโครงสร้างของอุตสาหกรรมยาที่ไม่เอื้อต่อการนำยากลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะยาที่หมดสิทธิบัตรแล้ว
- Dr. David Fajgenbaum รอดชีวิตจากโรคหายาก Castleman Disease ที่แพทย์บอกว่าไม่มีทางรักษา โดยการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการทดลองด้วยตัวเอง จนค้นพบยา Sirolimus (Rapamycin) ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้ และอยู่ในภาวะสงบมานานกว่า 11 ปี
- องค์กรไม่แสวงหากำไร Every Cure ของ Dr. Fajgenbaum ใช้ AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางชีวการแพทย์ทั่วโลก และค้นหายาเก่าที่สามารถนำมารักษาโรคใหม่ๆ ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาในวงกว้าง
ในโลกของการแพทย์ที่เราเชื่อว่าก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังมี 'จุดบอด' ที่สำคัญ นั่นคือศักยภาพอันมหาศาลของยาที่มีอยู่แล้ว ซึ่งยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ Dr. David Fajgenbaum แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้รอดชีวิตจากโรค Castleman Disease ได้มาแบ่งปันเรื่องราวและวิสัยทัศน์อันน่าทึ่งใน Huberman Lab Podcast
จุดเริ่มต้นจากความสิ้นหวัง สู่แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่
เรื่องราวของ Dr. Fajgenbaum เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาเผชิญหน้ากับความตายถึง 5 ครั้งจากโรค Castleman Disease ซึ่งเป็นโรคหายากที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีอวัยวะสำคัญต่างๆ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกบอกกับเขาว่า 'ไม่มีทางเลือกแล้ว' แต่ Dr. Fajgenbaum ผู้ที่เคยให้คำมั่นสัญญากับคุณแม่ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมองว่าจะอุทิศชีวิตเพื่อหาทางรักษาผู้ป่วยเช่นเธอ ไม่ยอมแพ้ เขาตั้งคำถามว่า 'เป็นไปได้อย่างไรที่ยา 7 ชนิดที่เคยช่วยชีวิตผมไว้ได้ชั่วคราว ไม่สามารถนำไปต่อยอด หรือมียาอื่นอีก 4,000 ชนิดที่ยังไม่ได้ลอง?'
'จุดบอด' ในวงการแพทย์และศักยภาพของยาเก่า
Dr. Fajgenbaum ชี้ให้เห็นว่า ยาที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA กว่า 4,000 ชนิดนั้น แม้จะถูกพัฒนามาเพื่อรักษาโรคใดโรคหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วออกฤทธิ์ต่อกลไกและวิถีการทำงานของร่างกายและสมองอย่างน้อย 40 รูปแบบ แต่กลับถูกอนุมัติให้ใช้เพียง 1-2 กลไกเท่านั้น ปัญหาคือระบบการจดสิทธิบัตรและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของบริษัทยา ทำให้การค้นหาประโยชน์ใหม่ๆ ของยาเก่า โดยเฉพาะยาที่หมดสิทธิบัตรและกลายเป็นยาชื่อสามัญราคาถูกนั้นไม่ได้รับการส่งเสริม
ตัวอย่างยาที่ถูกนำมาใช้ใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง
- Aspirin: นอกจากแก้ปวดแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจวาย (จากการทำให้เลือดเจือจาง) และลดความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ป่วยบางราย
- Viagra (Sildenafil): เดิมพัฒนารักษาโรคหัวใจ ก่อนจะค้นพบว่าช่วยรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และยังถูกนำไปใช้รักษาโรคปอดในเด็กหายากที่ขาดเลือดไปเลี้ยงปอด
- Lidocaine: ยาชาที่ใช้กันทั่วไป มีผลการศึกษาขนาดใหญ่ในอินเดียพบว่า การฉีด Lidocaine รอบก้อนมะเร็งเต้านมก่อนการผ่าตัด 8-10 นาที สามารถลดอัตราการเสียชีวิตภายใน 5 ปีได้ถึง 29%
- Thalidomide: ยาที่เคยถูกถอนออกจากตลาดเพราะทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรง แต่ภายหลังถูกค้นพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคเรื้อน และมะเร็ง Multiple Myeloma เพราะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่
- Pembrolizumab: ยารักษามะเร็งผิวหนัง (Melanoma) และมะเร็งปอด แต่ Dr. Fajgenbaum และทีมของเขาค้นพบว่าสามารถใช้รักษามะเร็ง Angiosarcoma ชนิดร้ายแรงได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยรายหนึ่งมีชีวิตรอดมาได้นานกว่า 9 ปี
- Colchicine: ยารักษาโรคเกาต์ที่ใช้มานานกว่า 3,000 ปี ปัจจุบันถูกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจวายในผู้ป่วยที่มีประวัติหัวใจวาย โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน
การต่อสู้ส่วนตัวและการค้นพบ Sirolimus
จากประสบการณ์เฉียดตายหลายครั้ง Dr. Fajgenbaum ตัดสินใจที่จะค้นหายาด้วยตัวเอง เขาเริ่มเก็บตัวอย่างเลือดและทำการทดลองในห้องแล็บที่ได้รับความอนุเคราะห์ ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่าระบบภูมิคุ้มกันของเขาทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะวิถีสัญญาณ mTor ที่ทำงานหนักเกินไป เขาเสนอให้แพทย์ลองใช้ยา Sirolimus (Rapamycin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ป้องกันการปฏิเสธอวัยวะในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ แม้จะไม่เคยใช้กับ Castleman Disease มาก่อน แต่ยานี้ก็ช่วยชีวิตเขาไว้ได้ และทำให้เขามีชีวิตอยู่ในภาวะสงบมานานกว่า 11 ปี
Every Cure: ภารกิจเปลี่ยนโลกด้วย AI
จากประสบการณ์ส่วนตัว Dr. Fajgenbaum ได้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ Every Cure โดยมีเป้าหมายที่จะใช้ AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางชีวการแพทย์ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อระบุว่ายาที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้ง 4,000 ชนิดใดบ้าง ที่มีศักยภาพในการรักษาโรคอีก 14,000 โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาในปัจจุบัน รวมถึงการทำวิจัยและทดลองทางคลินิกเพื่อยืนยันผล และนำข้อมูลไปเผยแพร่ให้แพทย์และผู้ป่วยได้เข้าถึง
วงจร 'ความหวัง-การกระทำ-ผลลัพธ์' และประสาทวิทยา
Dr. Fajgenbaum ยังได้พูดถึงวงจร 'ความหวัง-การกระทำ-ผลลัพธ์' ที่ช่วยให้เขาก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ซึ่ง Andrew Huberman อธิบายว่ามีพื้นฐานทางประสาทวิทยาที่เชื่อมโยงกับ Anterior Midcingulate Cortex ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่น ความกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย และการมีความหวังเชิงบวกต่ออนาคต
ความรับผิดชอบของผู้ป่วยและอนาคตของการแพทย์
สิ่งสำคัญที่ Dr. Fajgenbaum เน้นย้ำคือ การที่ผู้ป่วยต้องมีบทบาทเชิงรุกในการดูแลสุขภาพของตนเอง โดยการเชื่อมต่อกับกลุ่มองค์กรผู้ป่วย ค้นหาผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และตั้งคำถามกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างฐานข้อมูลการแพทย์แบบรวมศูนย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลการรักษาที่มีศักยภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นยาที่ถูกนำมาใช้ใหม่ หรือสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ
เนื้อหาของ Dr. Andrew Huberman และ Dr. David Fajgenbaum มีความละเอียดและลึกซึ้งมาก การทำความเข้าใจศักยภาพของยาที่มีอยู่และการแสวงหาข้อมูลเชิงรุกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพของเราทุกคน
ดูคลิปเต็มด้านบนเพื่อรับแรงบันดาลใจและข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ Every Cure (everycure.org) เพื่อสนับสนุนภารกิจในการเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์