ประเด็นสำคัญ
- Mindset คือความเชื่อหลักที่เรามีเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ซึ่งกำหนดความคาดหวัง คำอธิบาย และเป้าหมายของเรา ส่งผลต่อสรีรวิทยาและพฤติกรรมอย่างลึกซึ้ง
- การทดลอง Milkshake แสดงให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับปริมาณแคลอรี่ของอาหารมีผลต่อระดับฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งควบคุมความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มมากขึ้นเมื่อเชื่อว่ากินอาหารที่อุดมสมบูรณ์
- การศึกษาพนักงานโรงแรมชี้ว่า การรับรู้ว่างานที่ทำเป็นการออกกำลังกายที่ดี สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในเชิงบวก เช่น น้ำหนักลดลงและความดันโลหิตลดลง แม้พฤติกรรมทางกายภาพจะไม่ได้เปลี่ยนไป
- Mindset เกี่ยวกับความเครียดสามารถเปลี่ยน 'ความเครียดที่เป็นพิษ' ให้กลายเป็น 'ความเครียดที่สร้างการเติบโต' ได้ โดยการมองว่าความเครียดเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา
- การปลูกฝัง Mindset ที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก และการตระหนักถึงอิทธิพลของสื่อและสังคมต่อ Mindset ของเราเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้น
ในพอดแคสต์ Huberman Lab ตอนนี้ Dr. Andrew Huberman ได้ต้อนรับ Dr. Alia Crum ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและผู้อำนวยการ Stanford Mind and Body Lab เพื่อสำรวจวิทยาศาสตร์เบื้องหลัง 'Mindsets' หรือ 'ชุดความคิด' ที่มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพของเรา
Mindset คืออะไร?
Dr. Crum อธิบายว่า Mindset คือความเชื่อหรือสมมติฐานหลักที่เรามีเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นตัวกำหนดความคาดหวัง คำอธิบาย และเป้าหมายของเรา Mindset เหล่านี้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นโดยการจำกัดจำนวนสิ่งที่เราต้องพิจารณา ตัวอย่างเช่น Mindset เกี่ยวกับความฉลาดของ Carol Dweck ที่แบ่งเป็น Fixed Mindset (เชื่อว่าความฉลาดคงที่) และ Growth Mindset (เชื่อว่าความฉลาดพัฒนาได้)
Mindset กับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา
งานวิจัยของ Dr. Crum เน้นไปที่ว่า Mindset ไม่เพียงส่งผลต่อแรงจูงใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกลไกทางสรีรวิทยาในร่างกายของเราด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่ร่างกายให้ความสำคัญและเตรียมพร้อมที่จะทำ
1. การทดลอง Milkshake: ความเชื่อเรื่องอาหารและฮอร์โมนความหิว
หนึ่งในการศึกษาที่โด่งดังที่สุดคือ 'การทดลอง Milkshake' ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยทั้งสองกลุ่มดื่ม Milkshake ที่มีปริมาณแคลอรี่และสารอาหารเท่ากัน (300 แคลอรี่) แต่ได้รับข้อมูลที่แตกต่างกัน:
- กลุ่มที่ 1: ได้รับข้อมูลว่าเป็น Milkshake ที่มีไขมันสูง แคลอรี่สูง (620 แคลอรี่) และให้ความรู้สึก 'ตามใจปาก'
- กลุ่มที่ 2: ได้รับข้อมูลว่าเป็น Milkshake ไขมันต่ำ แคลอรี่ต่ำ และเป็น 'เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ'
ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งคือ เมื่อผู้เข้าร่วมเชื่อว่าพวกเขากำลังดื่ม Milkshake ที่ 'ตามใจปาก' ระดับฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความหิวของพวกเขา ลดลงเร็วกว่าและรุนแรงกว่ากลุ่มที่เชื่อว่าดื่ม Milkshake 'เพื่อสุขภาพ' ถึง 3 เท่า นั่นหมายความว่าร่างกายของพวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองราวกับว่าได้บริโภคอาหารที่มากกว่าจริง ๆ และรู้สึกอิ่มนานกว่า
งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า หากต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก Mindset ที่ดีที่สุดคือการมองว่าอาหารที่คุณกินนั้น 'อร่อยและอิ่มเอมใจ' ไม่ใช่ 'จำกัดและน่าเบื่อ'
2. การศึกษาพนักงานโรงแรม: Mindset เรื่องการออกกำลังกาย
อีกหนึ่งการศึกษาที่น่าสนใจคือ 'การศึกษาพนักงานโรงแรม' โดย Dr. Crum และ Ellen Langer พวกเขาศึกษาพนักงานทำความสะอาดโรงแรมที่ทำงานหนักและมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากเกินกว่าคำแนะนำด้านสุขภาพ แต่ส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ออกกำลังกายเลย
นักวิจัยได้แบ่งพนักงานออกเป็นสองกลุ่ม:
- กลุ่มที่ 1: ได้รับข้อมูลว่างานที่พวกเขาทำนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ดีและเป็นไปตามคำแนะนำด้านสุขภาพ
- กลุ่มที่ 2: ไม่ได้รับข้อมูลใดๆ (กลุ่มควบคุม)
สี่สัปดาห์ต่อมา กลุ่มที่ได้รับข้อมูลว่างานของพวกเขาเป็นการออกกำลังกายที่ดี มีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งน้ำหนักลดลง ความดันโลหิตซิสโตลิกลดลง และรู้สึกดีกับตัวเองและงานมากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานหรือการกินเลยก็ตาม
นี่แสดงให้เห็นว่า การเชื่อว่าสิ่งที่เราทำนั้น 'เพียงพอ' และ 'มีประโยชน์' สามารถส่งเสริมผลลัพธ์ทางสรีรวิทยาในเชิงบวกได้
3. Mindset เกี่ยวกับความเครียด: พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
ในยุคที่ความเครียดถูกมองว่าเป็นสิ่งเลวร้าย Mindset ของเราเกี่ยวกับความเครียดก็มีผลอย่างมาก Dr. Crum ชี้ว่าความเครียดมีธรรมชาติที่ซับซ้อนและเป็นได้ทั้งการทำลายล้างและการสร้างการเติบโต
การศึกษาในพนักงานบริษัทการเงิน UBS ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008 พบว่า การให้พนักงานดูวิดีโอเพียง 9 นาทีที่นำเสนอว่าความเครียดสามารถ 'ส่งเสริมประสิทธิภาพ' และ 'สร้างการเติบโต' (ต่างจากวิดีโอที่เน้นผลเสียของความเครียด) ทำให้พนักงานมีอาการทางกายที่เกี่ยวข้องกับความเครียดน้อยลง เช่น ปวดหลัง กล้ามเนื้อตึง นอนไม่หลับ และรายงานว่าทำงานได้ดีขึ้น
แม้แต่การศึกษาในหน่วย Navy SEALs ก็พบว่า ผู้ที่มองว่าความเครียดเป็นแหล่งของความแข็งแกร่ง (stress-enhancing mindset) มีแนวโน้มที่จะผ่านการฝึกที่เข้มงวดและประสบความสำเร็จมากกว่า
3 ขั้นตอนในการเปลี่ยนความเครียดให้เป็นพลัง
Dr. Crum แนะนำแนวทาง 3 ขั้นตอนในการใช้ประโยชน์จากความเครียด:
- ยอมรับ (Acknowledge): ตระหนักว่าคุณกำลังเครียด
- ยินดีต้อนรับ (Welcome): เข้าใจว่าความเครียดเกิดขึ้นกับสิ่งที่เราใส่ใจ ใช้โอกาสนี้เชื่อมโยงกับคุณค่าและความหลงใหลในชีวิต
- ใช้ประโยชน์ (Utilize): ใช้การตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายเพื่อบรรลุเป้าหมายที่คุณใส่ใจ แทนที่จะพยายามกำจัดความเครียด
Mindset กับการรักษาทางการแพทย์และผลข้างเคียง
งานวิจัยล่าสุดของ Dr. Crum เกี่ยวกับการรักษาภูมิแพ้ถั่วลิสงในเด็ก พบว่าการเปลี่ยน Mindset ของเด็กๆ ให้มองว่าอาการข้างเคียง (เช่น คันปาก ปวดท้อง) เป็น 'สัญญาณที่ดีว่าการรักษากำลังได้ผลและร่างกายกำลังแข็งแรงขึ้น' ไม่ใช่ 'ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์' ส่งผลให้เด็กมีความวิตกกังวลน้อยลง มีอาการน้อยลง และมีผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นตามตัวบ่งชี้ทางภูมิคุ้มกัน
Mindset มาจากไหนและจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?
Mindset ของเราได้รับอิทธิพลจาก 4 แหล่งหลัก: การเลี้ยงดู วัฒนธรรมและสื่อ (เช่น ภาพลักษณ์อาหารในภาพยนตร์และโซเชียลมีเดีย) บุคคลที่มีอิทธิพล และการตัดสินใจอย่างมีสติของเรา
การเปลี่ยนแปลง Mindset เริ่มต้นจากการตระหนักว่าเรามี Mindset เหล่านี้ และถามตัวเองว่า Mindset นั้น 'เป็นประโยชน์หรือเป็นอันตราย' ต่อชีวิตของเรา ไม่ใช่ 'ถูกหรือผิด' จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยน Mindset ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น ดังที่ Dr. Crum เองก็ใช้หลักการนี้ในการเลี้ยงลูก โดยพยายามปลูกฝัง Mindset ที่ว่าอาหารเพื่อสุขภาพนั้นอร่อยและน่าเพลิดเพลิน และความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่สามารถใช้เพื่อการเรียนรู้และการเติบโตได้
เนื้อหาของ Dr. Alia Crum มีความละเอียดและลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงให้เห็นถึงพลังของ Mindset ที่ส่งผลต่อสรีรวิทยาของเราโดยตรง ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญและน่าทึ่งอย่างยิ่ง แนะนำให้ดูฉบับเต็มเพื่อความเข้าใจที่สมบูรณ์และได้แรงบันดาลใจในการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ดูคลิปเต็มด้านบน หรืออ่านบทความเชิงลึกอื่น ๆ เพื่อพัฒนาสุขภาพและประสิทธิภาพชีวิตของคุณต่อไป