ถอดรหัส Tim Ferriss: สูตรลับการเรียนรู้และสร้างอนาคตที่ดีที่สุด (ฉบับ Biohacking)

วันนี้เรามาสรุปคลิปจากช่อง Andrew Huberman ที่พูดถึงเรื่องราวของ Tim Ferriss นักเขียน, นักพอดแคสต์, นักลงทุน และผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถเหนือธรรมชาติในการคาดการณ์อนาคต ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในหลากหลายด้าน คลิปนี้อัดแน่นไปด้วยแนวคิดการเรียนรู้ การจัดการชีวิต และการสร้างอนาคตที่ดีที่สุด ซึ่งมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่สนใจการพัฒนาตนเองและการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ดูวิดีโอต้นฉบับบน YouTube

สารบัญวิดีโอ

ประเด็นสำคัญ

  • Tim Ferriss ใช้หลักการ 'นักทดลอง' ในการสำรวจชีวิต โดยมองหาสิ่งใหม่ๆ สิ่งเก่าที่ถูกละทิ้ง และกรณีสุดขั้วเพื่อทำความเข้าใจและคาดการณ์เทรนด์ในอนาคต
  • เขามีกระบวนการคิดที่เป็นระบบสูง เน้นการตั้งคำถามที่ดี การทดสอบสมมติฐาน และการจัดลำดับความสำคัญ เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพ
  • Slow Carb Diet เป็นแนวทางการรับประทานอาหารที่เรียบง่าย เน้นโปรตีนและใยอาหาร พร้อมมี 'Cheat Day' เพื่อรักษาวินัยในระยะยาว ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ดี
  • Tim สนับสนุนการ 'De-optimize' บางส่วนของชีวิต เช่น การจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย หรือการใช้เวลาในธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความสงบสุขและความคิดสร้างสรรค์
  • เขาเป็นผู้บุกเบิกและให้การสนับสนุนงานวิจัยยาหลอนประสาทบำบัด (Psychedelics) เพื่อสุขภาพจิต พร้อมทั้งแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่อ่อนไหว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและลดการตีตราทางสังคม

ทำความรู้จัก Tim Ferriss: ผู้มองเห็นอนาคต

Andrew Huberman แนะนำ Tim Ferriss ในฐานะบุคคลที่มีความสามารถพิเศษในการ 'มองเห็นอนาคต' หรือคาดการณ์เทรนด์ต่างๆ ล่วงหน้า 5-10 ปี ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ เทคโนโลยี หรือแม้แต่ยาหลอนประสาทบำบัด ความสามารถนี้ทำให้เขากลายเป็นทั้งนักเขียนหนังสือขายดี นักพอดแคสต์ และนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

ที่มาของ 'The 4-Hour Body' และหลักการค้นพบของ Tim

Tim Ferriss อธิบายว่าการเขียนหนังสือ 'The 4-Hour Body' เป็นความตั้งใจที่จะขยายขอบเขตตัวตนของเขาออกไปจากหมวดธุรกิจ และยังคงใช้วิธีการที่เขาถนัด นั่นคือการ 'ทดสอบความเชื่อ' ที่แพร่หลายในแต่ละสาขา เขาจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็น 'กฎเหล็ก' หรือ 'สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน' และมองหาโอกาสในการปรับปรุง

เขาสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2008-2009 อย่างเช่น เครื่องตรวจน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) ที่ในตอนนั้นจำกัดเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานประเภท 1 แต่ Tim มองเห็นศักยภาพในการใช้งานสำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพดี เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของอาหารต่อระดับน้ำตาลในเลือด

คำถามสำคัญในการสำรวจและค้นหาสิ่งใหม่

Tim แบ่งปันชุดคำถามที่เขาใช้ในการค้นหาสิ่งใหม่ๆ และคาดการณ์เทรนด์:

  • 'พวกเนิร์ด' ทำอะไรในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือตอนกลางคืน? สิ่งที่คนเทคนิคเชี่ยวชาญทำด้วยความหลงใหลในเวลาส่วนตัว มักเป็นสัญญาณของเทรนด์ใหม่
  • คนรวยกำลังทำอะไรที่คนหลายล้านคนจะทำในอีก 10 ปีข้างหน้า? ตัวอย่างเช่น การมีผู้ช่วยส่วนตัวเต็มเวลา ซึ่งปัจจุบันพัฒนามาเป็น AI ผู้ช่วย
  • ผู้คนกำลังแก้ปัญหาที่น่าอึดอัดตรงไหน และมีช่องว่างสำหรับการสร้างสรรค์หรือไม่? การมองหาวิธีแก้ปัญหาที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ

เขายังเชื่อว่า 'อนาคตอยู่ที่นี่แล้ว เพียงแค่ยังกระจายตัวไม่ทั่วถึง' (The future is already here—it's just not evenly distributed) การศึกษา 'กรณีสุดขั้ว' (extreme cases) เช่น นักกีฬาอาชีพ ผู้ป่วยโรคหายาก หรือนักเพาะกาย สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปรับใช้กับคนทั่วไปได้

กระบวนการทำงานและกิจวัตรประจำวันของ Tim Ferriss

Tim อธิบายว่าเขาเป็นคนชอบจดบันทึกทุกสิ่ง (hypergraphia) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการย้อนกลับไปวิเคราะห์ข้อมูลการออกกำลังกาย อาหารเสริม หรือแม้แต่ความรู้สึกของตัวเอง

ในช่วงที่เขียน 'The 4-Hour Body' เขามีตารางเวลาที่แบ่งเป็น:

  • ช่วงกลางวัน: การหาข้อมูล สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ อ่านหนังสือ
  • ช่วงบ่าย: ฝึกฝนและทดลองกับตัวเอง (human guinea pig) ซึ่งในตอนนั้นเขาฝึก Kettlebell และ CrossFit
  • ช่วงกลางคืน (21:00-04:00 น.): สังเคราะห์ข้อมูลและเขียนหนังสือ Tim พบว่าเขาทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเวลากลางคืนที่ปราศจากสิ่งรบกวน

เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อม เช่น การอยู่ใน San Francisco และ Silicon Valley ซึ่งเอื้อต่อการพบปะผู้คนและโอกาสที่คาดไม่ถึง

Slow Carb Diet: หลักการง่ายๆ เพื่อรูปร่างที่ดีขึ้น

Tim Ferriss ยังคงใช้ Slow Carb Diet เป็นเครื่องมือในการควบคุมน้ำหนักและรักษาสุขภาพเมื่อรู้สึกว่าเริ่มออกนอกเส้นทาง หลักการของ Slow Carb Diet นั้นเรียบง่ายและยึดถือได้ง่าย:

  1. ห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่: ดื่มได้แค่กาแฟดำ ชาไม่หวาน หรือน้ำเปล่า
  2. ห้ามกินอาหารสีขาว: หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว พาสต้า มันฝรั่ง (ยกเว้นดอกกะหล่ำ)
  3. กินโปรตีน 30 กรัมภายใน 30 นาทีหลังตื่นนอน: ช่วยลดความอยากอาหารตลอดวัน
  4. เลือกอาหารจาก 3 หมวดหลัก: ผัก, ถั่ว/ถั่วเลนทิล, และโปรตีน (เช่น เนื้อสัตว์ ไข่)
  5. ห้ามกินผลไม้: หลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตสในช่วงสัปดาห์ปกติ
  6. มี 'Cheat Day' 1 วันต่อสัปดาห์: ในวันโกงนี้ คุณสามารถกินอะไรก็ได้ที่ต้องการ ช่วยระบายความเครียดและรักษาวินัยในระยะยาว

Tim พบว่า Slow Carb Diet มีอัตราการยึดถือสูงและได้ผลดีเยี่ยมในการลดไขมัน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

พลังของคำถามและการ 'De-optimize' ชีวิต

Tim เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในพลังของ 'คำถามที่ดี' เขาจะรวบรวมและทบทวนคำถามเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ เช่น 'สิ่งนี้จะเป็นอย่างไรถ้ามันง่าย?' (What might this look like if it were easy?) คำถามเหล่านี้ช่วยให้เรามองปัญหาในมุมใหม่และหาวิธีแก้ปัญหาที่เรียบง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เขายังเริ่มฝึกฝนการ 'De-optimize' บางส่วนของชีวิต แทนที่จะพยายามปรับปรุงทุกอย่างให้ดีที่สุด เขามองหาพื้นที่ที่จะ 'ลดประสิทธิภาพ' ลงเพื่อเพิ่มความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น การลดการใช้โซเชียลมีเดีย (เขาไม่มีแอปโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่อยู่ในโทรศัพท์) หรือการจำกัดข้อมูลที่ได้รับ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความเบื่อหน่าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความคิดสร้างสรรค์

เส้นทางสู่ยาหลอนประสาทบำบัด (Psychedelics) และมูลนิธิ Sai

Tim เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวกับการใช้ยาหลอนประสาทเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวัยเรียน ซึ่งนำไปสู่ความสนใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารประกอบเหล่านี้ เขาเคยเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง และพบว่าประสบการณ์กับยาหลอนประสาทบางครั้งสามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้นานถึง 3-6 เดือน

หลังจากประสบการณ์ที่อันตรายจากการใช้ยาโดยไม่มีการควบคุม เขาได้หยุดไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสนใจอีกครั้งเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของคนใกล้ตัวจากการใช้ยาหลอนประสาทภายใต้การดูแล เขาเริ่มศึกษาอย่างเป็นระบบและก่อตั้ง มูลนิธิ Sai Foundation (Sai ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า 'การเกิดใหม่') เพื่อสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับยาหลอนประสาทบำบัดสำหรับสุขภาพจิต โดยเน้นการลงทุนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนักแต่มีศักยภาพสูง

Tim ได้ระดมทุนและสนับสนุนโครงการต่างๆ เช่น ทุนวิจัยนำร่องที่ Johns Hopkins, ทุนนักข่าวเชิงสืบสวนด้านยาหลอนประสาทที่ UC Berkeley (ร่วมกับ Michael Pollan) และการพัฒนาหลักสูตรสำหรับจิตแพทย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อลดการตีตราทางสังคมและผลักดันให้ยาเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการรักษาอย่างถูกกฎหมาย

การทำสมาธิและการเข้าถึงธรรมชาติเพื่อสุขภาพจิต

Tim ยังคงทำสมาธิเป็นประจำ 10-20 นาทีในตอนเช้า และเน้นการใช้เวลาในธรรมชาติ เขาเชื่อว่ามนุษย์เรามักประสบปัญหา 'ภาวะขาดความประทับใจ' (awe deficiency disorder) เมื่อจมอยู่กับความวุ่นวายในชีวิตประจำวันมากเกินไป

เขาเล่าถึงการเข้าค่ายพักแรมในธรรมชาติเพียงลำพัง ดื่มแค่น้ำเปล่าเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งช่วยให้เขามีความสงบและได้ข้อคิดมากมาย การเตรียมตัวอย่างเป็นระบบก่อนการพักผ่อน และการมีช่วงเวลา 'ปรับตัว' 2-3 วันหลังกลับมาสู่ชีวิตปกติ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ได้รับประโยชน์จากการพักผ่อนอย่างเต็มที่

โครงการ 'Punch': การสำรวจงานศิลปะและนิยาย

เพื่อลดความยึดติดกับ 'แบรนด์' ของตัวเอง และสำรวจความยืดหยุ่นในอาชีพ Tim ได้ริเริ่มโครงการ 'Punch' ซึ่งเป็นการทดลองเขียนนิยายแนวแฟนตาซี และวาดภาพประกอบ โดยใช้แพลตฟอร์ม Web3 ในการระดมทุนสำหรับมูลนิธิ Sai Foundation ด้วยชื่อที่ฟังดูตลกขบขัน (Punch) โครงการนี้กลับประสบความสำเร็จอย่างน่าประหลาดใจ โดยระดมทุนได้เกือบ 2 ล้านดอลลาร์ภายใน 30-40 นาที

โครงการนี้ช่วยให้ Tim ได้ฝึกฝนทักษะการสร้างสรรค์ใหม่ๆ และค้นพบความสุขในการสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้ามากเกินไป ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น 'การบำบัด' อย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่ชอบวางแผนและควบคุมทุกสิ่ง

ความกล้าหาญในการแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัว

Tim แบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่เจ็บปวดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ใกล้ฆ่าตัวตายในสมัยเรียน หรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก การตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งเขาเก็บเป็นความลับมานานหลายสิบปี เกิดขึ้นจากความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น

ในกรณีของการฆ่าตัวตาย เขาตัดสินใจเขียนบล็อกหลังจากได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่เล่าเรื่องการสูญเสียน้องชายจากการฆ่าตัวตาย และขอให้เขาพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตในที่สาธารณะ บทความของ Tim ได้ช่วยชีวิตผู้คนมาแล้วหลายสิบคน

ส่วนเรื่องการถูกล่วงละเมิด เขาตัดสินใจบันทึกพอดแคสต์กับ Debbie Millman (ซึ่งเคยแบ่งปันประสบการณ์คล้ายกัน) ก่อนที่พ่อแม่ของเขาจะจากไป เพราะตระหนักว่า 'มีผู้คนอีกมากมายที่จะต้องทนทุกข์ทรมานระหว่างนี้' เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและพลังในการ 'เปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นยา' เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

บทบาทที่ Tim Ferriss เห็นในตัวเองและอนาคต

Tim มองว่าบทบาทหลักของเขาคือ 'นักทดลอง' (Experimentalist) และ 'ครู' (Teacher) เขาหลงใหลในการรื้อโครงสร้างเรื่องที่ซับซ้อนและสอนให้ผู้อื่นเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เขายังเห็นตัวเองเป็น 'นักสำรวจ' (Explorer) และมีเป้าหมายที่จะสำรวจบทบาทของ 'ศิลปิน' (Artist) โดยเฉพาะด้านภาพประกอบและแอนิเมชัน รวมถึงบทบาทของ 'พ่อ' (Father) ในอนาคต

Tim Ferriss ไม่มีคู่แข่ง เขาดีใจที่เห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จและทดลองสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เขาเชื่อว่าการเห็นผู้อื่นทำสิ่งที่น่าประทับใจเป็นแรงบันดาลใจให้เขาต้องการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

เนื้อหาจากพอดแคสต์ Huberman Lab กับ Tim Ferriss เต็มไปด้วยแนวคิดที่จุดประกายและนำไปปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่การปรับปรุงสุขภาพกายด้วย Slow Carb Diet ไปจนถึงการสำรวจสุขภาพจิตด้วยแนวทางใหม่ๆ และการนำบทเรียนชีวิตมาสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น

รับชมคลิปเต็มด้านบน เพื่อเจาะลึกแนวคิดของ Tim Ferriss หรือสำรวจบทความอื่น ๆ เพื่อพัฒนาชีวิตของคุณ