ปลดล็อกการเผาผลาญไขมัน: เคล็ดลับทางวิทยาศาสตร์จาก Huberman Lab

วันนี้เรามาสรุปคลิปที่น่าสนใจจากช่อง Andrew Huberman ในซีรีส์ Huberman Lab Essentials ที่พูดถึงเรื่อง 'Lose Fat With Science-Based Tools' ซึ่งมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่สนใจการลดไขมันและต้องการทำความเข้าใจกลไกทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเผาผลาญไขมันในร่างกาย โดยเน้นบทบาทของระบบประสาทซึ่งมักถูกมองข้าม

ดูวิดีโอต้นฉบับบน YouTube

สารบัญวิดีโอ

ประเด็นสำคัญ

  • ระบบประสาทมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเผาผลาญไขมัน โดยเฉพาะการหลั่งฮอร์โมนอดรีนาลีนจากเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อกับเนื้อเยื่อไขมันโดยตรง
  • การเคลื่อนไหวเล็กน้อยตลอดวัน (Fidgeting) และการสั่นจากความเย็น (Shivering) เป็นสองพฤติกรรมที่กระตุ้นการหลั่งอดรีนาลีนและเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การสัมผัสความเย็นอย่างถูกวิธี (การเข้า-ออกน้ำเย็นเป็นช่วงๆ โดยไม่เช็ดตัว) สามารถกระตุ้นไขมันน้ำตาล (Brown Fat) ให้สร้างความร้อนและเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น
  • การออกกำลังกายแบบ Fasted โดยเฉพาะการเริ่มด้วยความเข้มข้นสูงแล้วตามด้วยความเข้มข้นปานกลาง จะช่วยลดระดับอินซูลินและกระตุ้นให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นพลังงานได้เร็วกว่า
  • คาเฟอีนและ Yerba Maté เป็นสารที่สามารถช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันได้ โดยคาเฟอีนกระตุ้นอดรีนาลีน และ Yerba Maté เพิ่ม GLP-1 ซึ่งส่งเสริมการใช้ไขมันเป็นพลังงาน

ในโลกของการลดน้ำหนักและการจัดการไขมัน ส่วนใหญ่เรามักจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องอาหารและการออกกำลังกายแบบตรงไปตรงมา แต่ Dr. Andrew Huberman ศาสตราจารย์ด้านประสาทชีววิทยาจาก Stanford School of Medicine ได้นำเสนอแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่านั้น โดยเน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของ 'ระบบประสาท' ในการควบคุมการเผาผลาญไขมันในร่างกายของเรา

แคลอรี่เข้า vs แคลอรี่ออก: หลักการพื้นฐานที่ต้องยอมรับ

ก่อนอื่น Dr. Huberman ยืนยันว่าหลักการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์การเผาผลาญคือ 'แคลอรี่ที่ได้รับเทียบกับแคลอรี่ที่เผาผลาญ' (Calories In vs. Calories Out) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลดไขมัน หากคุณได้รับแคลอรี่มากกว่าที่เผาผลาญ คุณก็จะน้ำหนักขึ้น และในทางกลับกัน หากเผาผลาญมากกว่าที่ได้รับ คุณก็จะน้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม ส่วนของ 'แคลอรี่ที่เผาผลาญ' นั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ซึ่งรวมถึงระบบประสาทของเราด้วย

กลไกการเผาผลาญไขมัน: การระดมไขมันและการออกซิเดชั่น

การเผาผลาญไขมัน หรือที่เรียกว่า 'การสลายไขมัน (lipolysis)' มีสองขั้นตอนหลัก:

  1. การระดมไขมัน (Fat Mobilization): คือการสลายไขมันที่เก็บไว้ในเซลล์ไขมัน (triglycerides) ให้เป็นกรดไขมัน (fatty acids) เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งาน
  2. การออกซิเดชั่นไขมัน (Fat Oxidation): คือการนำกรดไขมันที่ถูกระดมออกมา ไปใช้เป็นพลังงานในไมโทคอนเดรียของเซลล์ เพื่อสร้าง ATP (พลังงาน)

ระบบประสาทมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มทั้งการระดมและการออกซิเดชั่นไขมันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการหลั่งสาร 'อดรีนาลีน' (Adrenaline หรือ Epinephrine) ซึ่งถูกปล่อยออกมาจากเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อกับเนื้อเยื่อไขมันโดยตรง ทำให้กระบวนการเผาผลาญไขมันเกิดขึ้นได้

เครื่องมือทางพฤติกรรมเพื่อกระตุ้นระบบประสาทและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน

1. การเคลื่อนไหวเล็กน้อยตลอดวัน (Fidgeting / NEAT)

งานวิจัยย้อนหลังไปถึงยุค 1960s-1970s โดย Rothwell and Stock และงานวิจัยที่ทันสมัยขึ้นในปี 2015 และ 2017 ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รับประทานอาหารมากแต่ไม่น้ำหนักขึ้น มักจะมีพฤติกรรมการเคลื่อนไหวเล็กน้อยตลอดวัน เช่น การกระดิกเท้า การลุกขึ้นเดินไปมา หรือการเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ (Fidgeting) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Non-Exercise Activity Thermogenesis (NEAT)

การเคลื่อนไหวระดับต่ำเหล่านี้กระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีนจากเซลล์ประสาท ซึ่งนำไปสู่การระดมไขมันและการออกซิเดชั่นไขมันในอัตราที่สูงขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่อยากออกกำลังกายหรือไม่มีเวลา การ Fidgeting ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่

2. การสั่น (Shivering) และการสัมผัสความเย็นอย่างมีกลยุทธ์

การสั่นเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการสร้างความร้อน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นที่ทรงพลังสำหรับการหลั่งอะดรีนาลีนและการเผาผลาญไขมัน

  • ประเภทของไขมัน: เรามีไขมันสามประเภทหลัก ได้แก่ ไขมันขาว (White Fat) สำหรับเก็บพลังงาน, ไขมันน้ำตาล (Brown Fat) ซึ่งอุดมไปด้วยไมโทคอนเดรียและสามารถเผาผลาญพลังงานเพื่อสร้างความร้อนได้โดยตรง, และ ไขมันเบจ (Beige Fat) ซึ่งเป็นไขมันขาวที่สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันน้ำตาลได้
  • กลไก: เมื่อร่างกายสัมผัสความเย็นและเกิดการสั่น การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อระดับต่ำนี้จะกระตุ้นการหลั่งโมเลกุลที่เรียกว่า Succinate ซึ่งจะไปกระตุ้นไขมันน้ำตาลให้เพิ่มการสร้างความร้อนและการเผาผลาญไขมันโดยรวม
  • โปรโตคอลการสัมผัสความเย็นที่ถูกต้อง: เพื่อกระตุ้นการสั่นและหลีกเลี่ยงการปรับตัวของร่างกายต่อความเย็น (cold adaptation) ให้ทำดังนี้:
    1. หาอุณหภูมิน้ำที่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบาย แต่ยังปลอดภัย (เช่น 13-15 องศาเซลเซียส หรือเย็นกว่าหากคุณปรับตัวได้แล้ว)
    2. แช่น้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็นจนคุณเริ่มสั่นจริงๆ (ประมาณ 1 นาที)
    3. ออกจากน้ำเย็น โดยไม่เช็ดตัว รอ 1-3 นาที
    4. กลับเข้าไปแช่น้ำเย็นอีกครั้ง 1-3 นาที เพื่อให้ร่างกายกลับมาสั่นอีกครั้ง
    5. ทำซ้ำ 3 รอบ (เข้า-ออก 3 ครั้ง) สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง (อาจถึง 5 ครั้ง)

ข้อควรระวัง: การแช่น้ำเย็นจัดเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อหัวใจได้ ควรเริ่มต้นด้วยความระมัดระวังและปรึกษาแพทย์หากมีข้อกังวล

3. การออกกำลังกาย: ความเข้มข้นและช่วงเวลาที่เหมาะสม

การออกกำลังกายแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก:

  • SIT (Sprint Interval Training): ความเข้มข้นสูงมาก (>100% VO2 max) เช่น การวิ่งสปรินต์ 8-30 วินาที สลับกับการพัก
  • HIIT (High-Intensity Interval Training): ความเข้มข้นสูง (80-100% VO2 max) เช่น วิ่งเร็ว 60-240 วินาที สลับกับการพัก
  • MICT (Moderate-Intensity Continuous Training): ความเข้มข้นปานกลาง (40-60% VO2 max หรือ 55-70% อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) เช่น คาร์ดิโอโซน 2 อย่างต่อเนื่อง 20-60 นาที

การออกกำลังกายตอนท้องว่าง (Fasted Exercise):

  • สำหรับการออกกำลังกายความเข้มข้นปานกลางที่น้อยกว่า 90 นาที การกินหรือไม่กินก่อนออกกำลังกายอาจไม่แตกต่างกันมากนักในการเผาผลาญไขมัน
  • แต่สำหรับการออกกำลังกายความเข้มข้นปานกลางที่ นานกว่า 90 นาที การออกกำลังกายตอนท้องว่างจะเผาผลาญไขมันได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
  • สำหรับการออกกำลังกาย ความเข้มข้นสูง (เช่น เวทเทรนนิ่ง, สปรินต์) เป็นเวลา 20-60 นาที การออกกำลังกายตอนท้องว่างจะทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปใช้ไขมันเป็นพลังงานได้เร็วยิ่งขึ้น

กลไก: เมื่อคุณอยู่ในภาวะท้องว่าง ระดับอินซูลินจะต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ร่างกายเปลี่ยนจากการใช้ไกลโคเจน (น้ำตาลที่สะสมในกล้ามเนื้อและตับ) ไปใช้ไขมันเป็นพลังงาน การกินอาหารก่อนออกกำลังกาย โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต จะเพิ่มระดับอินซูลินและทำให้ร่างกายใช้ไขมันได้ช้าลง

โปรโตคอล: สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ให้เริ่มด้วยการออกกำลังกายความเข้มข้นสูง (20-60 นาที) ตามด้วยคาร์ดิโอความเข้มข้นต่ำ (Zone 2) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำตอนท้องว่าง

ข้อควรจำ: การออกกำลังกายตอนท้องว่างนี้มีเป้าหมายเพื่อ 'ลดไขมัน' ไม่ใช่เพื่อ 'เพิ่มสมรรถนะ' ในการแข่งขัน หากเป้าหมายคือสมรรถนะ อาจต้องพิจารณาโภชนาการที่เหมาะสมกับการแสดงผลงานเป็นหลัก

สารเสริมที่อาจช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน (ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ)

Dr. Huberman เน้นย้ำว่าควรพิจารณาเครื่องมือทางพฤติกรรมก่อนเสมอ ก่อนที่จะหันไปหาสารเสริมต่างๆ

1. คาเฟอีน

คาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยเพิ่มการหลั่งอะดรีนาลีนจากเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อกับเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งช่วยเพิ่มการออกซิเดชั่นไขมัน

  • ปริมาณ: 100-400 มิลลิกรัม ก่อนออกกำลังกายประมาณ 30-40 นาที
  • ข้อควรระวัง: ปริมาณที่มากเกินไป (เช่น กาแฟแก้วใหญ่บางร้านอาจมีคาเฟอีนถึง 1 กรัม) อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือผลข้างเคียงอื่นๆ ได้ ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับแต่ละบุคคล

2. Yerba Maté

Yerba Maté เป็นสมุนไพรที่สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ในร่างกายได้ GLP-1 เป็นส่วนหนึ่งของกลไกกลูคากอน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมและออกซิเดชั่นไขมัน (ตรงข้ามกับอินซูลินที่ยับยั้งกระบวนการนี้)

การดื่ม Yerba Maté ก่อนออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งในช่วงพักผ่อน ก็สามารถช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนไปใช้ไขมันเป็นพลังงานได้มากขึ้น

3. สารลดอินซูลิน (เช่น Berberine หรือ Metformin)

มีสารหลายชนิดที่ส่งผลต่อระดับอินซูลินและกลูคากอนในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น Berberine (สารสกัดจากพืช) และ Metformin (ยาที่ใช้รักษาเบาหวาน) ซึ่งมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อน้ำตาลในเลือดลดลง อินซูลินก็จะลดลงตามไปด้วย

กลไก: การออกซิเดชั่นไขมันถูกยับยั้งโดยอินซูลิน ดังนั้นการรักษาระดับอินซูลินให้ต่ำ จะช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญไขมันได้

อาหารและการรักษาระดับอินซูลิน

แม้ว่าจะมีหลักฐานที่แสดงว่าไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานอาหารแบบใด (ไขมันต่ำ, คีโต, IF) ตราบใดที่คุณสามารถรักษาสมดุลแคลอรี่ติดลบได้ คุณก็จะลดน้ำหนักได้ แต่จากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ การรักษาระดับอินซูลินให้ต่ำนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเผาผลาญไขมัน

Dr. Huberman แนะนำแนวทางการกินที่เน้นคาร์โบไฮเดรตต่ำหรือไม่กินคาร์โบไฮเดรตเลยในช่วงกลางวัน เพื่อรักษาระดับอินซูลินให้ต่ำและกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน ซึ่งช่วยให้ร่างกายตื่นตัวและมีสมาธิ และรับประทานคาร์โบไฮเดรตในช่วงกลางคืนเพื่อช่วยในการนอนหลับ

สรุป

การลดไขมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาหารและการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่เรา 'สั่งการ' ระบบประสาทของเราด้วย การใช้ประโยชน์จากอะดรีนาลีนผ่านการเคลื่อนไหวเล็กน้อย การสั่นจากความเย็น การออกกำลังกายอย่างชาญฉลาด และการจัดการระดับอินซูลิน ถือเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ทรงพลังในการปลดล็อกศักยภาพการเผาผลาญไขมันของร่างกายคุณ

เนื้อหาของ Dr. Andrew Huberman มีความละเอียดสูงและอิงหลักวิทยาศาสตร์อย่างมาก แนะนำให้ทุกคนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนนำไปปรับใช้ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสารเสริมหรือยาต่างๆ ที่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

ดูคลิปเต็มเพื่อเจาะลึกข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรวจบทความสุขภาพอื่น ๆ ของเราได้เลย!